02.10.2009 / 6:35 pm
ป๊อก - อาหารหู
124.122.64.211
เกี่ยวกับบัณฑิต ฤทธิ์ถกล

**ทันทีที่ผมทราบข่าวว่าคุณอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล เสียชีวิต !   ผมรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งครับ    เศร้าใจที่ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งต้องมาลาลับจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ    นับจากนี้ไป..ผม (เรา) คงไม่มีโอกาสได้ดูฝีไม้ลายมือ  คมความคิด  ความรื่นเริงบันเทิงใจ  ที่คลุกเคล้าไปด้วยไอแดด  กลิ่นดิน  สายน้ำ  แมกไม้ป่าเขา และ ความเรียบง่ายของหนังในสไตล์ที่เป็น "ส่วนตัว"    ที่ผมถูกอกถูกใจอีกแล้ว     คงไม่มีวันได้เห็นผลงานใหม่ๆอีกต่อไป  หากแต่ทำได้เพียงเก็บทุกเรื่องราวที่ประทับใจไว้ในความทรงจำ

แม้จะผ่านมาแล้วร่วม 12 ปี  แต่ผมยังจำได้ถึงความเมตตาของคุณอาที่หยิบยื่นให้กับผม  ในคราวนั้นคุณอาบัณฑิต  ละจากงานหนังหันมากำกับฯละครโทรทัศน์เป็นครั้งแรกทางช่อง 3     เป็นละครสั้น มีชื่อซีรี่ว่า "ร้อยรสบทละคร" ออกอากาศอาทิตย์ละ 2 - 3 วัน      คุณอายกทีมงานที่คุ้นเคยลงจอแก้วประเดิมด้วยเรื่อง "แจ่มใส วัยคะนอง"    หนีบเอาดาราวัยรุ่นที่เคยร่วมงานกับคุณอาใน "อนึ่งฯรุ่น 2" มาเล่นเป็นดารานำอยู่หลายคน  หนึ่งในนั้นคือ..   "เคที่" แคทลีน่า กลอส   (ปัจจุบันคือมือเบส วง "วีนัส บัตเตอร์ฟราย")

สำหรับผมในเวลานั้น  คือเด็กหน้าใหม่  เพิ่งจบนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  สาขาการแสดง (PA.) ไฟกำลังร้อน  ผ่านการแสดงละครเวทีมาพอมีพื้นฐานการแสดงเป็นวิชาติดตัว  แม้จะหลงรักหนัง  รักละคร  และอยากจะเข้ามาสัมผัสในแบบอาชีพบ้าง  แต่สิ่งที่อยากจะแสดงออกและเก็บอยู่ในใจตลอดมา  คือ..เรื่องเพลง  ผมมั่นใจและเชื่อในตัวเองว่าผมแต่งเพลงได้  และ คงจะดีไม่น้อย  หากมีโอกาสได้แต่งเพลงประกอบละครของยอดผู้กำกับฯที่ชื่อ..บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

ผู้ใหญ่ที่ช่อง 3 ท่านหนึ่งชื่อ..พี่บอย  ที่เคยไปดูละครเวทีที่ผมเคยเล่นสมัยเรียน ผมรับบทเด่นในละครเวทีของคณะนิเทศศาสตร์ ม. กรุงเทพ เวทีที่ 6 เรื่อง "รอยร้อยฤทธิ์ พิษรัก ร้อยเปลว" กำกับการแสดงโดย พีใหม่ ภวัต พนังศิริ (ปัจจุบันคือผู้กำกับฯหนัง นาคปรก)  ติดต่อผมกลับมาและพาผมไปพบคุณอาบัณฑิต ที่ตึกแห่งหนึ่ง มีชื่อบริษัทว่า "สตาร์พิคส์เจอร์ส"  เพื่อจะพูดคุยเกี่ยวกับกำหนดการทำงานต่างๆเกี่ยวกับละครเรื่องนี้ 

 

แม้จะรู้ว่าผมก็คือหนึ่งในนักแสดงวัยรุ่นที่ได้ร่วมเล่นนิดๆหน่อยๆกับเขาด้วยแล้วก็ตาม  แต่เมื่อโอกาสมาถึง  ได้พบได้เจอผู้กำกับหน้าจีนร่างท้วม  แถมใจดี  และเป็นผู้กำกับหนังไทยที่อยู่ในใจผมมานมนาน    ผมจึงรวบรวมจิตใจเอ่ยปากกระซิบกับพี่บอย (ที่พาผมไปในครั้งนี้) ว่าช่วยถามคุณอาให้หน่อยว่าละคร "แจ่มใส วัยคะนอง" มีคนทำเพลงหรือยัง ? 

 

หากถ้ายัง..ผมขอเสนอตัว ! เรื่องราคาไม่เอาแพง  อยากทำ  อยากแต่ง  อยากมีเครดิตในเรื่องเพลง !

พี่บอยได้ฟังผม  คงเห็นแววตาของความตั้งใจ  เห็นไฟที่ร้อนรุ่มลุกโชนอยู่ตลอดเวลา  ไม่ขัดศรัทธาน้อง  พี่บอยเรียบๆเคียงๆพูดกับคุณอาบัณฑิตด้วยความน้อมน้อมทันที  ว่าผมอยากจะขอแต่งเพลงละครเรื่องนี้  พูดต่อหน้าผม และ พนักงานคนอื่นๆที่ร่วมวงสนทนาอยู่ด้วย  สายตาบางคนหันมองผมด้วยสายตาที่ไม่ค่อยจะเชื่อถือ..เล่นทำเอาผมสั่นไปหมด !

คุณอาบอกว่า  เรื่องที่ผ่านมา (อนึ่งฯรุ่น 2) ใช้เพลงของพี่ฟอร์ด    (และน่าจะให้ทีมพี่ฟอร์ดแต่งใหม่ให้ด้วย) ผมได้ยินอย่างนั้นก็ใจแป้วและฝ่อลงไปมาก  เพราะพี่ฟอร์ดในตอนนั้น   (ประมาณปี พ.ศ.2539 - 2540 )  ถือว่าฟอร์มสด ใหม่ และ มีชื่อเสียงมาก   กำลังมาแรงทีเดียว  ถือเป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็คงอยากใช้บริการ  ผมคิดในใจว่าคุณอาจะมาแยแสอะไรกับผม  เด็กหน้าใหม่  เครดิตอะไรก็ไม่มี  แต่งเพลงได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู ?!!  ได้เล่นละครเรื่องนี้แล้ว  ยังสะเออะจะมาขอแต่งเพลงประกอบละครอีก..จะมากไปหน่อยไหม ?!!

แต่ผิดคาดครับ ! อาบัณฑิตหันมองมาทางผม  แล้วก็พูดกับผมสั้นๆว่า.."เอาสิ  ลองดู  ลองแต่งมาดู อีกสามสี่วันก็เอามาดูนะ"   ผมหันไปขอบคุณอา และบอกความในใจกับอาอีกอย่างว่า  อยากดูหนังเรื่องแรกที่อากำกับฯมาก  คือเรื่อง "คาดเชือก" (2527)  แต่หาดูไม่ได้เลย   อาหันมาตอบเชิงถามผมว่า  คุณดูทันหรือ ?  หนังตั้งนานแล้วนะ   ผมบอกผมอยากได้  คุณอาพอจะมีสำเนาบ้างไหม  ผมอยากเก็บเอาไว้.. 

..คุณอาบัณฑิตไม่ตอบผม  แต่กลับกดโทรศัพท์ไปยังชั้นล่าง  สั่งให้ใครสักคนถ่ายเป็นม้วนวีดีโอเอาไว้ให้ทันที   บอกคนๆนั้นเสร็จ  ก็หันมาบอกกับผมทิ้งท้ายว่า  เดี๋ยวจะดร๊าฟไว้ให้ชุดหนึ่ง  เป็นม้วนวีดีโอ (สมัยนั้นยังไม่มีวีซีดี หรือ ดีวีดี) แต่เสียงครึ่งเรื่องไม่ได้ยินนะ  มันได้ยินแค่ครึ่งเดียว.. 

.. "เท่านั้นก็เอาครับ  แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับคุณอา"  ผมบอกอาด้วยความปลื้มใจในน้ำใจไมตรีของอา

วันนั้นเป็นวันที่ผมดีใจ และ มีความสุขมาก  ขณะเดินทางกลับ  ผมพูดขอบคุณพี่บอยมาตลอดทาง และ บอกกับพี่บอยว่า  ผมจะแต่งคืนนี้เลย    แม้ 2 เพลงกับเวลาเพียงสามถึงสี่วันจะน้อยไปหน่อยก็ตาม สำหรับคนประสบการณ์น้อยอย่างผม   แต่ผมก็จะทำให้ได้  และจะทำให้ดีที่สุดเลยครับ  จะไม่ให้พี่บอยเสียคน  ที่อุตส่าห์ไว้ใจเชียร์ผมให้ได้ทำงาน 

พี่บอยบอกว่าอยากได้สัก 2 เพลง เพื่อใช้ประกอบละคร  เป็นเพลงนำไตเติ้ลจังหวะกลางๆหนึ่งเพลง และ เพลงช้าเศร้าๆในมุมของนางเอกอีกหนึ่งเพลง  จะจัดงบให้ทั้งหมด 30,000 บาท   ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินค่าทำเพลง 30,000 บาทสำหรับ 2 เพลง  เรียกว่ามากหรือน้อย    เพราะเงินไม่ได้มีความสำคัญต่อความสนใจของผมเลย 

และ ที่สุด 2 เพลงที่ต้องแต่ง  ก็เสร็จในคืนเดียว !

เมื่อนำไปให้พี่บอยและอาบัณฑิตดู  ปรากฎว่าเพลงผ่านทั้ง 2 เพลงเลย  คุณอามีแก้ไขบางคำเพื่อให้ฟังลื่นขึ้น  และก็บอกว่าทำดนตรีจริงๆมาได้เลย  เอาแล้ว ..ชอบแล้ว

หลังจากนี้คงไม่ต้องเล่าแล้วนะครับ  ว่าวันที่ละครออกอากาศผมจะนั่งอยู่ตรงไหนของจอทีวี ?  จะดีใจ  สุขใจ  ตื่นเต้นมากแค่ไหน ?  ที่กำลังจะเห็นชื่อและนามสกุลของผมปรากฎโชว์อยู่หน้าจอ  ในฐานะ "คนแต่งเพลง" (ซึ่งผมแต่งทั้งคำร้อง และ ทำนอง และ เป็นคนร้องเพลงนำละครเรื่องนี้ด้วยตัวเองหนึ่งเพลง)   แม้ว่าเรื่องนี้จะร่วมแสดงด้วยทั้งเรื่อง  แต่ผมไม่ได้สนใจดูการแสดงของตัวเองเลยแม้แต่น้อย   รอฟังว่าเมื่อไหร่ละครจะปล่อยเพลงออกมาให้ได้ฟังอีก  อยากฟังบ่อยๆ  นานๆ  ทุกช่วงของละคร !

การให้โอกาสของคุณอาบัณฑิตในครั้งนี้  ทำให้ผมได้แสดงความสามารถในสิ่งที่ผมรัก และ เชื่อมาตลอดว่า "ผมทำได้" ให้ทุกคนได้เห็น  รวมทั้งพี่บอย    ซึ่งพอหลังจากเรื่องนี้ผ่านไป    พี่บอยก็วางใจให้ผมได้แต่งเพลงให้กับ "ร้อยรสบทละคร" อยู่อีกเกือบสิบเรือง  (บางเรื่องก็นึกสนุกลงไปร่วมเล่นด้วย  ได้เงินทั้งค่าตัวนักแสดงและค่าทำเพลง)   อาจเรียกได้ว่าเป็นคนแต่งเจ้าประจำย่อยๆ ของซีรี่ร้อยรสฯในขณะนั้นก็ว่าได้

..ทั้งหมดคึอความประทับใจ  ความทราบซึ้งใจในความใจกว้าง และ การเป็นผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสเด็กของคุณอาบัณฑิต    เป็นสิ่งที่ผมยังคงระลึกถึงอยู่ตลอดมาไม่เคยลืมเลือน     หากวันนั้นคุณอาปฎิเสธผม  ผมยังนึกไม่ออกเหมือนกัน  ว่าจะเริ่มต้นอะไรต่อไปในทางไหน ?!     

และ จะเริ่มต้นได้ "เครดิต" ในการทำงานเพลงจากที่ไหน ?  

ผมคิดเสมออยู่ในใจตลอดเวลาว่า  หากคุณอาไม่ให้โอกาสผมแต่งเพลงละคร "แจ่มใส วัยคะนอง" ในวันนั้น  ผมจะมีเครดิตประกาศบอกคนอื่นให้เชื่อถือได้อย่างไร..ว่าผมทำได้ ?  เพราะคุณอาคือส่วนหนึ่ง และ ถือเป็นส่วนที่สำคัญ ทำให้ผมมีงานทำในสายของการเป็น "นักแต่งเพลงอาชีพ" ในเวลาต่อมา  ทุกอย่างคือลูกโซ่ที่เชื่อมต่อกัน  หากไม่มีโอกาสในการเริ่มต้น  ก็ยากจะมีโอกาสเติบโต

แม้เครดิตจากละครเรื่องนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ  และ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ในเรื่องคุณภาพงานแต่อย่างใด  แต่กลับใหญ่โตคับอกคับใจในความรู้สึกของผมตลอดมา  อย่างน้อยๆเด็กอย่างผมก็ได้ชื่อว่า..เป็นคนแต่งเพลงให้กับละครโทรทัศน์ที่อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล หันมากำกับฯครั้งแรก  ผ่านมานานแค่ไหน  หันกลับไปนึกย้อนในเวลานั้น  ยังยิ้มได้ และ ภูมิใจเสมอ

หลังจากละครเรื่อง "แจ่มใส วัยคะนอง" ผมกับคุณอาก็ไม่เคยเจอกันในงานอีกเลย

 

..ผมหันไปเอาดีและจริงจังกับการแต่งเพลง  จนได้รับโอกาสดีดีจากผู้ใหญ่ใจดีอีกหลายๆท่านให้แต่งเพลงนำภาพยนตร์เรื่อง "อันดากับฟ้าใส" (2540)  ซึ่งถือเป็นเพลงหนังเพลงแรกที่เขียน  แต่โชคก็เข้าข้างผม  ผมได้รับรางวัลตุ๊กตาทองเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้น จากหนังเรื่องนี้ (กำกับฯโดย ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล)  และ พลอยทำให้มีงานแต่งเพลงให้ละครแทบทุกช่องเกือบทุกค่ายในช่วงปีพ.ศ.2540 - 2543 เกือบ 20 เรื่อง   ร่วมงานกับผู้กำกับฯมีชื่ออีกหลายคน  ทำเพลงอัลบั้ม และ แต่งเพลงให้กับศิลปินนักร้องมีชื่ออีกนับไม่ถ้วน   เปิดค่ายเพลงเอง   จริงจังกับอาชีพแต่งเพลงที่ผมเลือกแล้ว  ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเกือบ 12 ปี นับถึงปัจจุบัน  

แต่ถึงแม้จะไม่ได้ร่วมงานกับอาบัณฑิตอีก  ผมก็ไม่เคยพลาดชมผลงานหนังที่อาเคยกำกับฯเอาไว้   มีเวลาก็จะไปดูที่โรงหนัง   และก็ไม่ลืมที่จะพยายามไปเสาะหามาสะสมจนครบทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นแบบวีดีโอ , วีซีดี หรือ ดีวีดี เท่าที่หาซื้อได้  จะขาดก็แต่เรื่อง "คนดีที่บ้านด่าน" (2528)   ที่ผมหาเท่าไหร่  ก็หาไม่เจอ  มีแต่คนบอกว่า "ไม่มี" กับ "ไม่มี" 

แต่ผมก็ยังไม่เคยละความพยายามที่จะหาเลยจนกระทั่งทุกวันนี้  หวังอยากเห็นคนใจดี  หรือคนที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังเรื่องนี้  ทำออกมาวางจำหน่ายเป็นดีวีดีลิขสิทธิ์กับเขาบ้าง   อย่างน้อยๆก็เพื่อรวบรวมให้หนังของอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล  อยู่ครบในตลาดหนังไทย   เพื่อให้เด็กๆรุ่นหลังได้ดู ได้ศึกษา  ให้ผู้ใหญ่ได้หวนรำลึกความหลังกัน  เพราะเท่าที่ทราบหนังของอา  จะขาดก็แต่เรื่องนี้เรื่องเดียว  ที่เหมือนหายไปเลย

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่ง  จะต้องมาเปิดร้านขายเพลงไทย - หนังไทย  แต่เมื่อชีวิตขีดเส้นให้เป็นไปเช่นนี้  ผมก็ทำอย่างมืออาชีพ และทำดีที่สุด  ไม่ลืมที่จะให้สินค้าในร้านมีผลงานของอาบัณฑิตจำหน่ายครบทุกเรื่อง    เพราะตระหนักอยู่เสมอว่าร้านเล็กๆแบบเรา (ร้านอาหารหู)  ก็สามารถช่วยเผยแพร่ผลงานดีดี มีคุณภาพของอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกลไปสู่สาธารณะชนทุกรุ่นได้ไม่มากก็น้อย  ถ้าเพียงเราทำจริง  รวมถึงข้อมูลในเชิงลึกที่เกี่ยวกับอาในเรื่องการเขียนบทภาพยนตร์  ยังมีคนจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่า อาบัณฑิตเป็นคนเขียนบทหนังดังๆอยู่หลายเรื่องที่ตัวอาเองไม่ได้กำกับฯ

และถือเป็นมือคิดเรื่องและเขียนบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในระดับต้นๆของวงการหนังไทย  

กระทู้นี้..ผมเขียนด้วยความ "อาลัย"  แด่..อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับคนเก่งในใจผม  ผมตั้งใจจะหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับคุณอามาไว้ในกระทู้นี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และ เวลาอำนวย   เพื่อให้คนรุ่นใหม่ๆได้รู้จัก  ได้ทราบถึงประวัติและผลงาน  จะพยายามนำทุกข่าว  ทุกแง่มุมชีวิต  รูปภาพ  หน้าหนังและใบปิดต่างๆ  จากทั้งหนังสือพิมพ์  แม็กกาซีน  หรือเว็ปไซต์ทั่วๆไป (ที่อนุญาต)   มารวมไว้ในกระทู้นี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการค้นหาสำหรับผู้สนใจ  เพื่อจะรู้จักอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกลให้ดียิ่งๆขึ้นไปครับ

 ด้วยความอาลัย และ ใจคาราวะ //  ทวิษย์ชญะ ตั้งสหะรังษี (ป๊อก - อาหารหู)

 

----- 

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล  เกิด พ.ศ. 2494 จ. พระนครศรีอยุธยา
เสียชีวิต 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 (อายุ 58 ปี)
โรงพยาบาลวชิรพยาบาล
อาชีพ ผู้กำกับฯ และ ผู้เขียนบทภาพยนตร์

 

 ผลงานในการกำกับภาพยนตร์

1. อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง (2552) 
2. บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู (2551) 
3. พระ เสือ เด็ก ไก่ วอก (2549) 
4. อุกกาบาต (2547) 
5. ชื่อชอบชวนหาเรื่อง (2546) 
6. สาปเสือที่ลำน้ำกษัตริย์ (2545) 
7. 14 ตุลา สงครามประชาชน (2544) 
8. สตางค์ (2543) 
9. อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2 (2539) 
10. บุญชู 8 เพื่อเธอ (2538) 
11. หอบรักมาห่มป่า (2537) 
12. กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเช้านี้ (2537) 
13. บุญชู 7 รักเธอคนเดียวตลอดกาลใครอย่าแตะ (2536) 
14. เจาะเวลาหาโก๊ะ (2535) 
15. อนึ่งคิดถึงพอสังเขป (2535) 
16. บุญชู 5 เนื้อหอม (2533) 
17. บุญชู 2 น้องใหม่ (2532) 
18. บุญชูผู้น่ารัก (2531) 
19. ปัญญาชนก้นครัว (2530) 
20. ด้วยเกล้า (2530) 
21. คู่วุ่นวัยหวาน (2529) 
22. คนดีที่บ้านด่าน (2528) 
23. มือเหนือเมฆ (2527) 
24. คาดเชือก (2527)  

**ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย และ thaifilmdb

-----

ลิ้งค์ไปหน้าเว็ปร้าน "อาหารหู" (ร้านสำหรับคนรักเพลงไทย - หนังไทย) www.rharnhoo.com

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

02.10.2009 / 7:09 pm
124.122.64.211
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 1

"คาดเชือก" (2527)  ภาพยนตร์เรื่องแรกที่โชว์ฝีมือการกำกับฯ 

นำแสดงโดย สรพงษ์ ชาตรี , ม.ล.สุรีย์วัล สุริยง , นิรุตติ์ ศิริจรรยา , มยุรา ธนะบุตร , มานพ อัศวเทพ , สมจินต์ ธรรมทัต , ภูมิ พัฒนายุทธ , ภิญโญ ปานนุ้ย , ชาลี อินทรวิจิตร , ศิรินทิพย์ ศิริวรรณ , โดม สิงห์โมรี , ฉัตร มงคลชัย , โสธร รุ่งเรือง , เป็ด เชิญยิ้ม , ดี๋ ดอกมะดัน และ สมศักดิ์ ชัยสงคราม

หนังมีเนื้อเรื่องเกี่ยวโยงกับศิลปะการต่อสู้แบบ "มวยคาดเชือก"  ซึ่งเป็นการต่อสู้แบบไทยสมัยก่อน  ที่ถือว่ามีอานุภาพและอันตรายมาก  จัดเป็นหนังเรื่องแรกของอาบัณฑิต ฤทธิถกล  ที่ทำออกมาได้อย่างละเมียดละมัย  หนังดูสนุก  ได้สาระความบันเทิงเต็มอิ่ม และ มีฉากที่น่าจดจำ น่าประทับใจอยู่มากมาย แถมบทเพลงประกอบภาพยนตร์จากปลายปากกาของครูชาลี อินทรวิจิตร ยังไพเราะและติดหู (สำหรับคนที่หลงรักหนังเรื่องนี้อย่างผม) มาจนกระทั่งทุกวันนี้

ส่วนตัวแล้ว  ผมจัดให้ "คาดเชือก" เป็น 1 ใน 5 หนังที่ดีที่สุดของคุณอาบัณฑิต ฤทธิถกล 

 

Attachment Files

 

แจ้งลบข้อความนี้

03.10.2009 / 8:22 am
58.8.151.39
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 2

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 
\"รอการตรวจสอบ\"
บัณฑิต ฤทธิ์ถกล
 
เกิด พ.ศ. 2494
พระนครศรีอยุธยา
เสียชีวิต 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 (อายุ 58 ปี)
โรงพยาบาลวชิรพยาบาล
อาชีพ ผู้กำกับ, นักเขียนบท
ปีที่แสดง พ.ศ. 2526 - 2552
ผลงานเด่น ด้วยเกล้า
บุญชู (ภาค 1-6)
 
รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี
 
ผู้กำกับยอดเยี่ยม

พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
พ.ศ. 2532 - บุญชู 2 น้องใหม่
พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน
บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
พ.ศ. 2533 - ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44
บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
 

พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน
 
รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์
 
ผู้กำกับยอดเยี่ยม

พ.ศ. 2535 - อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป
พ.ศ. 2537 - กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
พ.ศ. 2530 - ด้วยเกล้า
พ.ศ. 2535 - อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป
พ.ศ. 2537 - กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
พ.ศ. 2530 - ด้วยเกล้า
 

พ.ศ. 2537 - กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
 
รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง
 
ผู้กำกับยอดเยี่ยม

พ.ศ. 2533 - ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44
พ.ศ. 2535 - อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
พ.ศ. 2533 - ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44
พ.ศ. 2535 - อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป
พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน
บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
พ.ศ. 2533 - ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44
 

พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน
 
ข้อมูลบนเว็บ IMDb

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล (เกิด พ.ศ. 2494 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทภาพยนตร์ชาวไทย มีผลงานที่มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ ด้วยเกล้า (2530) และภาพยนตร์ในชุด บุญชู ที่สร้างชื่อเสียงให้กับดาราคู่ขวัญ จินตหรา สุขพัฒน์ และสันติสุข พรหมศิริ ซึ่งมีการสร้างภาคต่อรวมทั้งสิ้น 5 ภาค (ภาพยนตร์เรื่องบุญชู มีภาค 1,2 แล้วข้ามไป 5,6,7,8 เลย เว้นภาค 3,4 ไว้ โดยระบุไว้ในภาค 5 ว่าทำไมจึงไม่มีภาค 3,4 [1])

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และอัสสัมชัญพานิช เมื่อ พ.ศ. 2514 จากนั้นเริ่มทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และเริ่มทำงานเขียนคอลัมน์วิจารณ์ภาพยนตร์ เขียนบทภาพยนตร์ และเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น โบตั๋น (2518), เสือภูเขา (2522), ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. (2525), ทอง ภาค 2 (2525)

ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล คือเรื่อง คาดเชือก เมื่อ พ.ศ. 2526 ออกฉายปี พ.ศ. 2527

บัณฑิตป่วยเป็นโรคไตตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ต้องเข้ารับการฟอกไตเป็นประจำ และในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 บัณฑิตเกิดอาการหัวใจวายในขณะที่ทำการฟอกโลหิต และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา[2]

[แก้] ผลงานกำกับ

[แก้] รางวัล

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ http://www.be2hand.com/scripts/shop.php?user=vcd_foryou&do=view&id=12925
  2. ^ ช็อกผกก.หนังบุญชู บัณฑิต ฤทธิ์ถกล โรคไต-หัวใจวายดับ

 

----------

ประวัติ และ ผลงาน จากที่มา วิกิพีเดีย

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%B4%E0%B8%95_%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%A5

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.10.2009 / 11:44 am
58.8.158.9
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 3

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล : 14 ตุลา สงครามประชาชน
10/07/04  (By: วิมลรัตน์ อรุณโรจน์สุริยะ : บทสัมภาษณ์)

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับหนังไทยรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ที่เริ่มมีผลงานการกำกับเรื่องแรก “คาดเชือก” ออกฉายตั้งแต่ปี พ.ศ.2527

“คาดเชือก” หนังที่เขาเป็นนายทุนให้กับตัวเองหลังจากคลุกคลีกับวงการภาพยนตร์ในฐานะคนเขียนบท และนักวิจารณ์มาระยะเวลาหนึ่ง แม้ว่าหนังเรื่องแรกจะไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ แต่ก็ได้สร้างทางสู่อาชีพคนขายฝันให้กับตัวเอง หลังจากนั้นบัณฑิต ฤทธิ์ถกลก็มีผลงานสร้างชื่ออย่าง “บุญชู ผู้น่ารัก” ที่ทำรายได้เป็นหลักล้านบาทเมื่อเข้าฉาย อีกทั้งยังเป็นหนังในความทรงจำของคนดูหลาย ๆ คน

ปี พ.ศ.2544 ที่ผ่านมาผลงานของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เรื่องล่าสุด “14 ตุลา สงครามประชาชน” ได้ก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากตามสื่อสาธารณะต่าง ๆ จากนักดูหนังที่คาดหวังว่าจะได้เห็นเรื่องราวของเหตุ การณ์ 14 ตุลาคม 2516 อย่างเข้มข้นจากหนังเรื่องนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่คนดูได้รับคือเรื่องราวในเชิงอัตชีวประวัติของบุคคล โดยมีเรื่องราวของเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นเสมือนฉากหลัง ความผิดหวังของคนดูมีส่วนทำให้เกิดการวิจารณ์หนังในเชิงลบอย่างกว้างขวาง แม้ว่าในฐานะของความเป็นหนัง แล้ว “14 ตุลา สงครามประชาชน” มิได้ขี้เหร่แต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่งของปีที่ผ่านมา

หลังจากที่คลื่นลมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์สงบลง ผู้เขียนมีโอกาสขอสัมภาษณ์คุณบัณฑิต ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และยังได้ข้อวิพากษ์ถึงระบบอุตสาหกรรมหนังของไทยเป็นของแถม...

- ช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา คุณบัณฑิต ทำอะไรอยู่
ช่วงนั้น ผมเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ The Nation และทำรายงานข่าวเรื่องนี้อยู่โดยตรง หนังสือพิมพ์ The Nation ฉบับวันที่ 15 ตุลาคม 2516 มีรายงานของผมอยู่ เวลานั้นครึ่งหนึ่งใน 13 คนที่ถูกจับกุม ผมรู้จักกันมาก่อน และอยู่ด้วยกันในสำนักงานที่ทำโปสเตอร์เรียกร้องประชาธิปไตย

- คิดอย่างไรกับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นอุบัติเหตุหรือว่า...
ไม่น่าจะเป็นอุบัติเหตุ ก่อนที่จะมีการเรียกร้องชุมนุมกัน พวกเราอึดอัดมานานแล้วกับสภาพสังคม กับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ คนที่มีชีวิตอยู่ในยุคนั้นจะรู้ว่าเราพูดอะไรไม่ได้เลย ถูกเบียดบังรังแกโดยเผด็จการตลอด ต้องเข้าใจก่อนว่าคำว่า “เผด็จการ” นั้นไม่ได้มีอยู่เพียง 3-4 คน เขาเป็นรัฐบาล เป็นข้าราชการ เป็นพ่อค้าที่ค้าขายอยู่กับรัฐบาล เป็นขบวนการใหญ่ที่มีความสุขกับการมีชีวิตอยู่อย่างนั้น แต่คนอื่นจะลำบากหมด พูดอะไรก็ไม่ได้ ฉะนั้นจึงมีการเรียกร้องกันเป็นระยะ มีการปราบปรามอยู่ตลอด แต่ครั้งนี้ถูกจับไป 13 คน เมื่อโดนจับไปแล้ว นักศึกษาฝ่ายหนึ่งบอกว่าเราจะฟ้องศาล เราจะเอาทนายสู้ ออกแถลงการณ์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกไม่ได้ เราจะต้องชุมนุมประท้วง นักศึกษาฝ่ายที่ชุมนุมประท้วงได้ผลก็จับชุมนุมไปคือ ธรรมศาสตร์ มีอาจารย์เสกสรรค์ เป็นผู้นำร่วมกับคนอื่น ๆ เมื่อชุมนุมขึ้นมาคนก็หลั่งไหลเข้ามา นั้นเป็นส่วนทำให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันหมดไม่ว่าใครก็ตาม ทุกฝ่ายที่เดือดร้อน แม้แต่นักเรียนขาสั้น คอซอง ก็ยกโรงเรียนมา นักเรียนช่างกลซึ่งปกติไม่ยุ่งเรื่องการเมือง ไม่สนใจเรื่องใครเลยก็มา แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีใจ พ่อค้า แม่ขายเต็มไปหมด มันไม่ใช่อุบัติเหตุ เมื่อเกิดการเดินขบวน ถึงเวลาตอนสลายตัวจะกลับบ้านก็มีตำรวจมาบล็อก ไม่ให้กลับบ้าน เกิดการปะทะกัน การที่ตำรวจมากั้นไม่ให้กลับบ้านทั้ง ๆ ที่สลายตัวแล้ว มันไม่ใช่อุบัติเหตุ มันมีเงื่อนงำอยู่ เงื่อนงำบางเงื่อนงำเราเสนอได้ บางเรื่องเราเสนอไม่ได้ ที่เสนอไม่ได้ไม่ใช่เพราะกลัวการเซ็นเซอร์ แต่เพราะไม่มีการยืนยันในทางประวัติศาสตร์ เราจึงทำแต่ภาพว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่ยืนยันว่าใครสั่ง มันมีหลายกระแส แต่กระแสที่เชื่อถือได้มันเป็นการหักหลังกันเองของผู้มีอำนาจ

- เมื่อหนังสร้างมาจากเรื่องจริง บุคคลมีตัวตนอยู่จริง แตกต่างจากการสร้างหนังจากบทประพันธ์ หรือเขียนบทขึ้นมาใหม่อย่างไร
มันยากที่คนที่มีตัวตนอยู่จริง ยังมีชีวิตอยู่และเถียงเราได้ตลอดเวลา ยากมาก ๆ เพราะจะมีการเถียงอยู่ตลอดเวลาว่า ผมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ฉันไม่ได้ทำอย่างนี้ และไม่ใช่เฉพาะตัวเอก มีคนอื่น ๆ ด้วย คนที่พูดกับเราก็ โอเค แต่คนที่ไม่พูดกับเรา เราก็ต้องอนุมานเอา ผมมีชีวิตอยู่ในยุคนั้น ก็ต้องอนุมานว่าคนคนนี้น่าจะพูดอย่างนี้ ไม่ทำตัวอย่างนี้ เราจะไปถามทุกคนว่าคุณพูดอย่างนี้จริงหรือ มันไม่ได้ ตัวจริงหลายคนเมื่อเราไปถามบางครั้งก็จำไม่ได้ เหตุการณ์นี้มันก็กว่า 20 ปีมาแล้ว ปัญหาคือเมื่อเราเริ่มทำหนังเรื่องนี้เราไม่ได้ทำด้วยความคิดที่จะด่าใคร จะเหยียดหยามใคร ประณามใคร เราทำด้วยความรู้สึกที่จะให้เป็นบันทึกของเรื่องจริง เราพยายามค้นคว้าให้มันจริงที่สุด ไม่พยายามให้หนังไปเหยียดหยามใคร ตำหนิฝ่ายไหน ถ้าคุณเป็นเผด็จการเรื่องจริงเป็นอย่างไรคุณก็ต้องยอมรับ เราทำไปเท่าที่เป็นความจริง เราก็ไม่คิดว่าจะไปกระทบกระเทือนหรือทำร้ายใคร ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งของทุกคนที่ต้องการชัยชนะ ต้องการเสรีภาพ ต้องการให้ได้ตัวเพื่อน

- กับตัวละครเอก...
เราก็ทำตามคาแร็คเตอร์ตัวจริงเขา อาจารย์เสกสรรค์เขียนบทมา ในฐานะที่เราเป็นผู้กำกับเราก็ต้องวิเคราะห์ด้วยว่า อาจารย์เสกสรรค์เป็นคนอย่างไร เรารู้กันอยู่ว่าอาจารย์เสกสรรค์เป็นผู้นำที่มีความเชื่อมั่นสูง เมื่อวิเคราะห์แล้วเราก็ทำออกมาตามที่เขาเป็น ซึ่งมนุษย์นั้นมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์เสกสรรค์ก็เขียนไปตามที่ตัวเองเป็น โชคดี

- ต้องมีการปรับเปลี่ยนบทกันมากหรือเปล่า เพราะคนเขียนบทคนหนึ่ง ผู้กำกับคนหนึ่ง
ก็ต้องมีการแก้บทกันจนล่าสุด อาจารย์เสกสรรค์ ให้ผมขึ้นชื่อเป็นผู้เขียนบทร่วม

- เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความตั้งใจที่อยากจะทำเองหรือเปล่า ....
เรื่องนี้อยากจะทำมานานแล้ว อยากจะทำเรื่อง 14 ตุลา ต่อเนื่องถึง 6 ตุลา ได้พูดกับหลายคนไว้นานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสทำ ไม่ใครอยากทำเรื่องแบบนี้ จนกระทั่งทางบริษัทไฟว์สตาร์ได้คุยกับอาจารย์เสกสรรค์ก่อน โดยสนานจิตต์ บางสพาน กับคุณสมเดช สันติประชาเป็นคนเชื่อมว่าจะทำเรื่องอาจารย์เสกสรรค์ จนเขาตกลงกันได้จึงมาหาใครเป็นผู้กำกับ ความเป็นไปได้ก็คือผม

- แล้วทำไมถึงเปลี่ยนชื่อหนังจาก “คนล่าจันทร์” เป็น “14 ตุลา สงครามประชาชน”
ผมไม่ได้เปลี่ยน ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบริษัท เขาขอให้เปลี่ยน เพราะชื่อ “คนล่าจันทร์” เขาไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร คนจะดูไม่รู้เรื่อง และจะไม่อยากมาดูหนัง เลยขอเปลี่ยน ผมไม่เห็นด้วยและพยายามคัดค้าน อาจารย์เสกสรรค์ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ใช่สิทธิ์ของเราที่จะทำอะไร เพราะเราก็ไม่ต้องการที่จะไม่ให้หนังเขาไม่ได้เงิน เราก็ยังอยากจะให้อยู่ชื่อเดิม

- หลังจากที่หนังเข้าฉายแล้ว คิดว่าการเปลี่ยนชื่อหนังมีผลกับการตอบรับของคนดูหรือไม่
ชื่อที่เปลี่ยนใหม่อาจมีผลในทางดึงดูดและสร้างความสนใจในหมู่คนดูหนังมากขึ้นสมตามความตั้งใจของฝ่ายโฆษณา แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างภาพที่ผิดเกี่ยวกับสาระและแกนของหนัง จนทำให้สิ่งที่คนดูหวังจะได้เห็นในหนังกับสิ่งที่หนังตั้งใจจะทำให้คนดู ๆ เป็นคนละเรื่องกัน จนมีผลต่อความล้มเหลวของรายได้ในที่สุด

- รู้สึกอย่างไรกับคำวิจารณ์ที่ว่า “หนังเรื่องนี้เป็นเสมือนหนังโฆษณาชวนเชื่อที่ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างแนบเนียนที่สุด”
กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 เพราะพระเจ้าเอกทัศน์ไม่เอาใจใส่ในการบ้านเมือง ขุนนางแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหลิงอำนาจ เห็นแก่ตัวเสวยสุข ชาวบ้านบางระจันขอปืนใหญ่ไปรบกับพม่าก็ไม่ให้ ถ้ามีการเอาเรื่องราวเหตุการณ์ตอนกรุงแตกนี่มาเขียน แล้วถูกใครก็ตามวิจารณ์ว่า เป็นเสมือนเรื่องโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านกรุงศรีอยุธยาอย่างแนบเนียนที่สุด ผมจะขออนุญาตถือว่าคนที่วิจารณ์นั้นถ้าไม่ปัญญาเบาก็เป็นข้าทาสรับใช้ของพระเจ้าเอกทัศน์ ฉันใดก็ฉันนั้น

- มีโอกาสพูดคุยกับ อาจารย์เสกสรรค์ ถึงคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่
ได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ โดยอาจารย์เสกสรรค์ห่วงใยที่ผมพลอยมาถูกจาบจ้วงจากงานที่ทำ บางคนถึงกับไปลากเอางานชิ้นอื่นของผมเช่น ”บุญชู” มาถากถางเอาเสียด้วยอาจารย์บอกว่าตัวเองโดนเล่นงานมาตลอดตั้งแต่ก่อนเหตุ การณ์ 6 ตุลาฯ 2519 จนเมื่อเข้าป่าและออกจากป่า จากที่ผมได้ตรวจสอบความเป็นมาของคนที่ออกมาเขียนวิจารณ์ทำนองนี้ส่วนใหญ่ดูแล้วพบว่าเป็นคนรุ่นหลัง 14 ตุลาฯ และอกหักผิดหวังจากพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทยออกจากป่ามาเช่นกัน เมื่อออกมาใหม่ ๆ ก็ด่าพรรคคอมมูนิสต์อย่างสาดเสียเทเสีย บางคนเคยให้สัมภาษณ์โจมตีพรรคฯ ไว้ด้วยซ้ำ ผมพอจะเข้าใจได้ว่าการเข้าป่าและเข้าร่วมกับพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทยถือเป็นอนุสาวรีย์ของชีวิตสำหรับบางคน เมื่อมีใครมาแตะต้องอนุสาวรีย์ของตนเข้าก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา แต่ผมก็ยังขอยืนยันว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในหนังได้ผ่านการตรวจสอบแล้วกับหลายฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ซึ่งอยู่ร่วมในเหตุการณ์ว่าได้เกิดขึ้นจริง ทั้งโดยที่มา ทั้งโดยเหตุและผลของเหตุการณ์นั้น อย่างไรก็ตามผมก็ขอยืนยันว่า ในพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทยนั้นมีทั้งคนดีและคนเลวเช่นเดียวกับสังคมมนุษย์ทั่วไป คนดีในพรรคคอมมูนิสต์หลาย ๆ คนผมได้สัมผัสใกล้ชิดทั้งตั้งแต่ก่อนหน้าเข้าป่าเป็นเวลาหลาย ๆ ปีและภายหลังออกจากป่าอีกต่างหาก อาทิ พี่ไขแสง สุกใส เป็นต้น คนดีจริง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอาจารย์เสกสรรค์ คุณจิระนันท์ก็มีมาก เพียงแต่เหตุการณ์อันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อและสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของคนของทั้งสองมักมีผลมาจากพฤติกรรมของคนที่ไม่ดีจริงเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นเมื่อนำชีวิตอาจารย์เสกสรรค์มาทำเป็นหนังจึงจำเป็นอยู่เองที่ต้องเห็นภาพของคนพวกนี้มากกว่าคนที่ดี ๆ เป็นของธรรมดา จะไปเดือดเนื้อร้อนใจกันทำไม

- ถ้ายังใช้ชื่อ “คนล่าจันทร์” คิดว่ากระแสการต่อต้าน วิพากษ์วิจารณ์ จะเบาบางกว่านี้หรือไม่
คิดว่าน้อยกว่าแน่ ๆ และการที่ผมกับอาจารย์เสกสรรค์โดนวิจารณ์เกินเลยจากพวกซ้ายอนุสาวรีย์นี่ผมต้องโทษชื่อหนังชื่อใหม่นี้ด้วย

- จากการพูดคุยในครั้งก่อน ๆ คุณบัณฑิตบอกว่า “ผมยังไม่เคยทำหนังสมบูรณ์” ไม่ทราบว่า 14 ตุลาฯ เป็นหนังสมบูรณ์หรือยัง
ผมพยายามจะทำงานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และก็ยังหวังอยู่ว่าน่าจะทำให้ดีขึ้นได้อีก ต้องเข้าใจด้วยว่าผมไม่ได้เรียนภาพยนตร์ ความรู้เกี่ยวกับหนังดี ๆ ก็มีไม่มากเท่าผู้กำกับหนังหลาย ๆ คนและน้อยกว่านักวิจารณ์หนังในปัจจุบันนี้ทุกคน ทำงานโดยอาศัยสัมผัสส่วนตัวและประสบการณ์ที่ได้มาเท่านั้น ก็เลยยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เมื่อไรจะสามารถทำหนังได้สมบูรณ์จริงอย่างที่หวัง และอย่างที่เข้าใจเอาเองว่ามีเค้าของมันอยู่ในใจ

- อยากทราบความคืบหน้าของการประกวดรางวัลออสการ์ และเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศ
ผมไม่ทราบความคืบหน้าเรื่องออสการ์เลย เพราะส่งแล้วก็ส่งเลย ไม่สามารถอนุมานด้วยว่าจะไปได้ขนาดไหน เพราะไม่รู้เลยว่าหนังของคนอื่นเขาเป็นอย่างไร และหนังของเราเมื่อเทียบกับเขาแล้วยังห่างชั้นกันอยู่หรือว่าพอจะเฉียดเข้าใกล้ ส่วนเรื่องเทศกาล หลังจากหนังฉายที่แวนคูเวอร์กับปูซานก็มีเทศกาลอื่น ๆ ติดต่อมาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ติดต่อผมโดยตรงมาทางอีเมล์ก็หลายเทศกาล บางสัปดาห์มีติดต่อมาจากถึงสามแห่ง แม้เทศกาลเกี่ยวกับหนังสิทธิมนุษยชนทั้งในยุโรปและอเมริกาก็ติดต่อมา แต่ผมไม่ได้รับสิทธิ์ที่จะตัดสินใจใด ๆ พอเอาเรื่องไปคุยกับทางไฟว์สตาร์เขาบอกว่าต้องรอให้กรรมการบริษัทที่ดูแลเรื่องต่างประเทศเป็นคนตัดสินใจ ทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติของกรรมการบริษัทท่านนี้ และบังเอิญท่านก็ไม่ค่อยอยู่ ผมก็เลยไม่รู้จะตอบเมืองนอกว่ายังไงดี บ่อยครั้งเข้าผมก็จนปัญญา เมื่อเทศกาลไหนติดต่อมาผมก็เลยส่งผ่านให้ไฟว์สตาร์ไปตอบเอาเองจัดการเอาเอง และไม่เคยรับทราบอีกต่อไปว่าหนังจะไปไหนบ้าง หรือจะไม่ไปไหนเลยก็ตาม

- โครงการหนังเรื่องต่อไป
“สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์” เป็นหนังเขย่าขวัญเผชิญภัย เกี่ยวกับเสือลายพาดกลอนที่มีวิญญาณมนุษย์สิงอยู่ เป็นเรื่องแต่งอิงประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 1 ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 5 นอกจากจะต้องการทำหนังให้คนดู ๆ ไปตื่นเต้นไปสักเรื่องแล้ว ก็ต้องการบอกถึงเรื่องของความเชื่อและเวรกรรม เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำในนาม “สหมงคลฟิล์ม” โดยการเชื่อมโยงของ สนานจิตต์ บางสพาน

- ในขณะนี้บรรยากาศออกมาว่าหนังไทยกำลังเป็นที่สนใจในต่างประเทศ คิดว่าอย่างไร
โดยส่วนตัวผมรู้สึกเป็นห่วง เพราะหนังไทยเราเคยอยู่ในห้องมืดมานาน แล้ววันดีคืนดีเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้มีใครสักคนมาเปิดหน้าต่าง มีแสงสว่างเข้ามาให้เราเห็น ทำให้เขาเห็นเรา เราเห็นเขา แต่ถ้าพอเห็นแล้วไม่มีอะไรที่น่าสนใจต่อไปหน้าต่างก็จะปิด ที่เป็นห่วงคือการออกต่างประเทศของเราค่อนข้างหวือหวา ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความหวือหวาคือการขายภาพปรากฎการณ์พิเศษ ไอเดียพิเศษ เมื่อเราขาย ขาย แต่อะไรที่อยู่นานสำหรับต่างประเทศน่าจะเป็นเนื้อหา คนที่มีไอเดียหวือหวาคือคนที่ขายเมตตอท ผู้กำกับฝรั่งที่ขายวิธีการเล่าเรื่องในแบบใหม่ ๆ จะทำหนังต่อเนื่องลำบากเพราะเป็นวิธีการมากกว่าเนื้อหา สิ่งที่ผมคิดว่าที่หนังไทยจะต้องพัฒนากันคือในเรื่องบท กับสาระที่คุณคิดอะไร ต่างประเทศกำลังสนใจความเป็นตะวันออก แต่เราศึกษาความเป็นตะวันออกของเราหรือเปล่า มันไม่ใช่แค่การนุ่งผ้าม่วง เราเรียนรู้ปรัชญาของเราหรือยัง หรือไม่ต้องเรียนรู้แค่เรามานั่งตรองเอา สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราอยู่ได้นานถ้าเรามีอะไรที่ขายในเชิง content มากขึ้น แต่ถ้าขายในเรื่องของความหวือหวาไม่นานก็จะหมดไปเพราะจะซ้ำซาก ขนาดฮอลลีวู้ดยังตาย

- วงการหนังในอุดมคติเป็นอย่างไร
ผมไม่เคยคิดไปไกลขนาดนั้น ไม่เคยคิดถึงระบบอุตสาหกรรม ทุกวันนี้ผมไม่อยู่ในสถานะที่จะคิดไปไกลขนาดนั้น

- แล้วยังรู้สึกว่าหนังไทยยังเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนหรือเปล่า หรือว่าได้ผ่านเวลาช่วงนั้นมาแล้ว
หนังไทยได้ก้าวพ้นช่วงเวลาแบบนั้นมาแล้ว แต่เรายังขาดคนเก่ง คนที่รู้จริงยังไม่มีพอ ซึ่งการที่เราจะทำหนังดีนั้นก็ทำได้ มีเรื่องที่ดี บทที่ดี แต่คงต้องทำในสเกลที่เล็ก ในขณะที่คนไทยมีลัทธิบริโภคฮอลลีวู้ดก็จะไม่สนใจ คนไทยด้วยกันจะไม่ดูหนังสเกลเล็ก จะดูหนังที่มีอะไรโฉ่งฉ่าง นั้นคือหนังโทนฮอลลีวู้ดหมด มีอิทธิพลของฮอลลีวู้ดเข้ามาสำหรับคนดู แต่ถ้าเป็นหนังอิหร่าน หนังเวียดนามที่ทำหนังสเกลเล็กได้เพราะมีคนดู มีผลทำให้คุณภาพของหนังไทย ธรรมชาติของหนังแตกต่าง

- ถ้าอยากจะให้มันดีขึ้น ควรจะมีอะไรอีก
ผมว่าคงต้องเปลี่ยนอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับภาพยนตร์ทั้งหมด ต้องตีความใหม่ว่าคุณสอนให้เขาออกมาเพื่อทำอะไร ต้องเปลี่ยนหมด หรือว่าต้องเอาอาจารย์ที่สอนออกมานั่งสัมมนากันว่าเราจะทำอะไร ให้นักศึกษาคิดอะไร เวลานี้อาจารย์บางคนกระแสมันเทไปในทางอินดี้หมด หรือไม่ก็ทางงานโฆษณา ถ้าเรามาคิดกันอย่างกลาง ๆ ว่าถ้าคุณอยากจะให้ภาพยนตร์ในกระแสหลักเป็นอย่างไร เราคงต้องคิดกันด้วยตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย คนที่จบมานั้นไม่มีความคิดของคนขายฝันจริง ๆ ที่สามารถสู้เพื่อมัน ไม่ใช่แค่ฉาบฉวย ควรที่จะมีอะไรที่กลมกล่อมในจิตใจของคนที่เรียนจบมากกว่านั้น

- ปัญหาเรื่องทักษะ...
ปัญหาเรื่องทักษะก็เป็นปัญหาใหญ่ ผมคิดว่าคนที่จบภาพ ยนตร์ในเมืองนอกจะมีโอกาสที่ได้สัมผัสกับการทำหนังจริง หรือเครื่องมือจริงเยอะมาก ผมเคยดูหนังนักศึกษาของ NYU ผมตกใจเหมือนหนังอาชีพเลย แต่หนังของเราจะเป็นอะไรก็ได้ถ่ายออกมาแล้วคิดว่าการทำภาพเบลอ ๆ มัว ๆ คือความเท่ แต่คุณต้องเรียนการทำภาพดี ๆ ด้วย แต่การคิดว่าการถ่ายเบลอ ๆ นี้คือดีแล้ว เจ๋งแล้ว และคุณก็มีชีวิตอยู่แค่นั้น มันก็เลยเกิดช่องว่างระหว่างหนังในกระแสหลักกับหนังอินดี้ เป็นช่องว่างที่สูงมากและก็เชื่อมกันไม่ติดทำให้ไม่สามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในภาพรวมได้ หนังสั้นเราต้องยอมรับว่าเมื่อได้ทุนแล้วก็จบ แต่ถ้าเราสามารถใช้หนังสั้นเพื่อหาประสบการณ์ในการทำภาพยนตร์เรื่องยาว และเชื่อมโยงอยู่ด้วยกัน แต่เวลานี้มันมีช่องว่างเราไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ คนรุ่นใหม่ไม่มีหัวใจของคนทำหนัง

- บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเข้ามาทำงานได้อย่างไร
สามารถเข้ามาได้ แต่เขาจะทนยอมรับผู้กำกับที่เขาคิดว่าเชยได้หรือเปล่า ยกเว้นว่าถ้าคุณจะเข้ามาเป็นผู้กำกับเลยซึ่งโอกาสมันน้อย คนที่จะโยนเงินให้คุณ 15 ล้านบาทให้คุณไปบริหารจัดการนั้น มันยาก ในส่วนตัวผมที่เรียนรู้ภาพยนตร์ผมต้องทนผู้กำกับทุกคน ผู้กำกับที่ผมไม่เห็นด้วย โดยที่ผมคิดว่าถ้าเป็นผม ผมจะไม่ทำ แต่ผมก็ได้ประสบการณ์หลายอย่างจากคนเหล่านั้น แต่เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาจะไม่ทน และเขาพร้อมที่จะลาออก

- ทีมงานหนังไทยมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง
ก็มีคนที่เก่งขึ้นโดยเฉพาะในงานถ่ายภาพ แต่ว่าทีมงานในส่วนอื่น ๆ ยังน่าเป็นห่วง โปรดักชั่นดีไซน์ในเมืองไทยที่เก่งจริงนั้นมีกี่คน ซึ่งเป็นงานหลักของหนัง ผู้ช่วยผู้กำกับที่เก่งจริง ๆ มีกี่คน นี้คือปัญหาของหนังไทย ผู้กำกับนั้นคิดได้แต่ พอลงภาคสนามจริง ๆ แล้วคุณทำไม่ได้สักครั้ง คุณต้องอะลุ้มอล่วยกับเงินที่คุณมี กับสิ่งที่เราจัดหามาให้ คุณจะไม่ถ่ายก็ไม่ได้เพราะวันนั้นคุณออกกองไปแล้วจะต้องจ่ายแน่ ๆ 250,000 บาท และงานออกมาก็ห่วยแตก ทั้งที่ผู้กำกับทุกคนฝัน และผู้กำกับหนังไทยหลายคนก็เก่งมากในเรื่องภาพฝัน แต่การที่จะทำภาพฝันให้เป็นภาพจริง ๆ นั้นยังต้องการคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงาน

- ที่บอกว่าคนดูบริโภคแต่หนังฮอลลีวู้ด ในฐานะคนทำหนังไม่คิดจะเปลี่ยนคนดูบ้างหรือ
แล้วใครจะเปลี่ยนคนดูด้วยเงิน 12 ล้านบาท ใครจะเป็นคนเริ่มเปลี่ยน ในขณะที่หนังสเกลใหญ่ในเมืองไทยยังสามารถทำรายได้ร้อยกว่าล้าน ยังมีโอกาส มาตราฐานการทำหนังไทยในช่วงเวลานี้โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 ล้าน เฉพาะค่าโปรดักชั่นอย่างเดียว ถ้า 12 ล้านจะทำงานอึดอัดมาก ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายรายวัน กองถ่ายผมอย่างต่ำน่าจะวันละแสนบาท นี้ยังไม่รวมค่าฟิล์ม ค่าเช่ากล้อง ไม่รวมค่าอุปกรณ์ในการถ่ายทำ บางกองถ่ายถ้าประหยัด ๆ จริงอย่างน้อยก็ต้อง 5 หมื่นบาท

- คิดอย่างไรกับหนังอินดี้
ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ แต่มันไม่ควรให้ทุกคนแยกกันเหมือนกับสังคมที่แยกกัน ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้มันเป็นสไตล์ เราไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นอิหร่าน เป็นเวียดนาม เราเป็นไทยนี่แหละ แต่ด้วยจังหวะลีลาที่ทันสมัยขึ้น

- นายทุนคุยง่ายขึ้นหรือเปล่า
คุยง่ายขึ้น เพราะหนังได้เงินมากขึ้น มีคนอยากทำหนังมากขึ้น ขนาดผมทำหนังขาดทุนยังมีคนมาติดต่อหลายคน

- จำนวนหนังน้อยลงแต่ในแง่ส่วนแบ่งการตลาดไม่ได้ลดลง แสดงว่าเม็ดเงินที่อุตสาหกรรมได้ไม่ได้ลดลงเลย
สมัยก่อนปีหนึ่งหนังรวมกันได้ 100 ล้าน แต่ตอนนี้เรื่องหนึ่งก็ได้ 100 ล้านแล้ว

- ในวันนี้ยังคิดว่าเซ็นเซอร์ยังเป็นอุปสรรคของคนทำหนังอยู่หรือเปล่า
เป็นน้อยลงด้วยกระแสโลก กระแสสังคม คนที่เขาเซ็นเซอร์ก็อยู่ในกระแสสังคมอาจะมีบ้างที่ต้องทะเลาะกัน มันดีขึ้นเรื่อย เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ทางที่ดีควรมีการปรับปรุงควรจะมีการนำคนที่มีความรู้ทางด้านศิลปะภาพยนตร์เข้ามาทำงาน ไม่ใช่ข้าราชการที่ว่างงานด้านอื่น

- หนังของผู้กำกับใหม่ ๆ ...
ก็ดี ผมชอบทั้งหมด ทุกคนมีความคิดใหม่ ๆ มีความคิดใหม่เข้ามาแต่ผมอยากให้ผู้กำกับเริ่มสนใจปัญหารอบด้าน ปัญหารอบตัวมากขึ้น เพราะบางทีอิทธิพลของหนังก็สามารถช่วยสังคมได้ด้วย ผมอยากจะพูดเรื่อง “สาระ”จริง ๆ หนังไม่ต้องมีสาระก็ได้แต่ถ้าเรามีบ้างก็ดี เป็นสาระที่มีให้แง่มุมใหม่ ๆ เพราะคนทำหนังก็ได้ประโยชน์จากสังคมอยู่แล้ว ผลตอบแทนคือการให้ความรู้สึกที่ดีงามแก่สังคมด้วยงานของตัวเอง



ประวัติการทำงาน
บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เริ่มการทำงานครั้งแรกในอาชีพนักหนังสือพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น หลังจากนั้นก็ออกมาเขียนบทหนังและบท วิจารณ์หนังในหนังสือรายสัปดาห์ประชาธิปไตย (นามปากกา “ทองฝาน”) หลังจากที่คุณศิลา ยิ่งสุขวัฒนา นักวิจารณ์ประจำหนังสือเสียชีวิต

เริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์เรื่องแรก จากเรื่อง โบตั๋น บทประพันธ์ของ เสน่ห์ โกมารชุน จากนั้นก็เริ่มเขียนบทร่วมในภาพยนตร์เรื่อง เสือภูเขา ของคมน์ อรรฆเดช หลังจากนั้นก็รับงานเขียนบทภาพยนตร์เรื่อยมา โดยส่วนใหญ่จะทำงานเขียนบทให้กับ คุณฉลอง ภักดีวิจิตร คุณชรินทร์ นันทนาคร คุณคมน์ อรรฆเดช

กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก “คาดเชือก” ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนในการกู้เงินมาทำหนัง ใช้เงินทุนไปประมาณ 2 ล้านบาท เมื่อหนังเข้าฉายปรากฎว่าเก็บเงินในกรุงเทพฯ ได้เพียง 2-3 แสนบาท แต่สามารถขายสายได้ทำให้ขาดทุนไม่มากนัก ด้วยความที่ยังอยากจะทำหนังของตัวเองอยู่ มีเงินทุนประมาณแสนกว่าบาทก็ตัดสินใจทำหนังเรื่องที่สอง “คนดีที่บ้านด่าน” ซึ่งเป็นหนังที่บัณฑิต ฤทธิ์ถกลบอกว่า “เรื่องนี้ขาดทุนไปสองล้านกว่าบาท ลงทุนไปเท่าไร่ก็หมดเท่านั้น” เรื่องต่อมาก็รับจ้างกำกับให้กับหนังเรื่อง “มือเหนือเมฆ” เมื่อหนังที่ทำประสบกับภาวะขาดทุนติดต่อกัน ชีวิตก็เข้าสู่สถานการณ์ลำบาก ทางบริษัทไฟว์สตาร์ช่วยเหลือเจรจากับเจ้าหนี้ให้ หลังจากนั้นก็เริ่มทำงานให้กับบริษัทไฟว์สตาร์ เรื่องแรกคือ “คู่วุ่นวัยหวาน” เรียกได้ว่าเป็นหนังเรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้

ผลงาน
2527 คาดเชือก
2527 มือเหนือเมฆ
2528 คนดีที่บ้านด่าน
2529 คู่วุ่นวัยหวาน
2529 ปัญญาชนก้นครัว
2530 ด้วยเกล้า
2531 บุญชูผู้น่ารัก
2532 บุญชู 2 น้องใหม่
2533 บุญชู 5 เนื้อหอม
2533 ส.ว.อ.ห้อง 2 รุ่น 44
2534 บุญชู 6 โลกนี้ดีออกสุดสวยน่ารักน่าอยู่ ถ้าหงุ่ย
2535 อนึ่งคิดถึงพอสังเขป
2535 เจาะเวลาหาโก๊ะ
2536 บุญชู 7 รักเธอคนเดียวตลอดกาลใครอย่าแตะ
2537 หอบรักมาห่มป่า
2537 กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
2538 บุญชู 8 รักเธอเสมอ
2539 อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2
2543 สตางค์
2544 14 ตุลาสงครามประชาชน
2545 สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์
 

-----

บทสัมภาษณ์ด้านบน คัดมาจาก.. http://www.thaifilm.com/articleDetail.asp?id=24   (THAI FILM FOUNDATION)

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.10.2009 / 11:47 am
58.8.158.9
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 4

ประวัติการทำงาน (โดยย่อ) ของ.. บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เริ่มการทำงานครั้งแรกในอาชีพนักหนังสือพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น หลังจากนั้นก็ออกมาเขียนบทหนังและบท วิจารณ์หนังในหนังสือรายสัปดาห์ประชาธิปไตย (นามปากกา “ทองฝาน”) หลังจากที่คุณศิลา ยิ่งสุขวัฒนา นักวิจารณ์ประจำหนังสือเสียชีวิต

เริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์เรื่องแรก จากเรื่อง "โบตั๋น" (บทประพันธ์ของ เสน่ห์ โกมารชุน) จากนั้นก็เริ่มเขียนบทร่วมในภาพยนตร์เรื่อง "เสือภูเขา" ของคมน์ อรรฆเดช หลังจากนั้นก็รับงานเขียนบทภาพยนตร์เรื่อยมา โดยส่วนใหญ่จะทำงานเขียนบทให้กับ คุณฉลอง ภักดีวิจิตร ,  คุณชรินทร์ นันทนาคร , คุณคมน์ อรรฆเดช

กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก “คาดเชือก” ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนในการกู้เงินมาทำหนัง ใช้เงินทุนไปประมาณ 2 ล้านบาท เมื่อหนังเข้าฉายปรากฎว่าเก็บเงินในกรุงเทพฯ ได้เพียง 2-3 แสนบาท แต่สามารถขายสายได้ทำให้ขาดทุนไม่มากนัก ด้วยความที่ยังอยากจะทำหนังของตัวเองอยู่ มีเงินทุนประมาณแสนกว่าบาทก็ตัดสินใจทำหนังเรื่องที่สอง “คนดีที่บ้านด่าน” ซึ่งเป็นหนังที่บัณฑิต ฤทธิ์ถกลบอกว่า “เรื่องนี้ขาดทุนไปสองล้านกว่าบาท ลงทุนไปเท่าไร่ก็หมดเท่านั้น”  เรื่องต่อมาก็รับจ้างกำกับให้กับหนังเรื่อง “มือเหนือเมฆ” 

เมื่อหนังที่ทำประสบกับภาวะขาดทุนติดต่อกัน  ชีวิตก็เข้าสู่สถานการณ์ลำบาก ทางบริษัทไฟว์สตาร์ช่วยเหลือเจรจากับเจ้าหนี้ให้  หลังจากนั้นก็เริ่มทำงานให้กับบริษัทไฟว์สตาร์ เรื่องแรกคือ “คู่วุ่นวัยหวาน” เรียกได้ว่าเป็นหนังเรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้
 

-----

ที่มาจาก.. http://webboard.movie.sanook.com/forum/?topic=2951163

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.10.2009 / 11:56 am
58.8.158.9
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 5

เรื่องราวของอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล จากเว็บๆหนึ่ง  มีสาระและน่าสนใจมากครับ  เห็นจั่วหัวไว้ว่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2004 ผมไปเจอมาเลยขออนุญาตผู้เขียนขอนำมาแปะไว้ในเว็บ "อาหารหู" บ้างละกันนะครับ  หวังว่าคงไม่ว่ากัน

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

**********

ย้อนรอย : คลังหนังบัณฑิต ฤทธิ์ถกล   พิมพ์ 
เขียนโดย swaat.hypermart.net    
 
จันทร์, 25 ตุลาคม 2004

..."บัณฑิต ฤทธิ์ถกล" ผู้กำกับรุ่นเก๋าที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 20 ปี ถือเป็นผู้กำกับหนังไทย (จำนวนน้อยคน) ที่ชื่อชั้นสามารถขายหนังได้ แม้ระยะหลัง ๆ อาจจะซวนเซไปบ้าง แต่พอเอ่ยชื่อว่า "หนังบัณฑิต" ยังไง ๆ มันก็ยังมีอะไรให้น่าติดตามอยู่ไม่มากก็น้อย เราขอย้อนรอยไปดูผลงานทั้งหมดของเขากัน ก่อนจะไปพบกับ "อุกกาบาต" ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่กำลังจะลงโรงฉายในปลายเดือนนี้

...บัณทิต ฤทธิ์ถกล นักวิจารณ์ภาพยนตร์ในนาม "ทองฝาน" เริ่มงานภาพยนตร์ในบทบาทของนักเขียนบทภาพยนตร์...โบตั๋น (2518) เป็นบทภาพยนตร์เรื่องแรกที่บัณฑิตดัดแปลงแก้ไขจากบทร่างเดิมของคนอื่น เป็นหนังไทย ที่กำกับโดยผู้กำกับ "เหลียวเสียงสง" จากไต้หวัน เป็นหนังที่ฟอร์มใหญ่พอสมควรในสมัยนั้น จากนั้นเขาก็มีงานเขียนบทออกมาอีกหลายเรื่อง เช่น เดียมห์ (วสันต์ ตันศิริ - 2519), เสือภูเขา (คมน์ อรรฆเดช - 2522), ทอง ภาค 2 (ฉลอง ภักดีวิจิตร - 2522), ผ่าปืน (ฉลอง ภักดีวิจิตร - 2523), ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. (มนู วรรณายก), จับตาย (โสภณ เจนพานิช), รักข้ามคลอง (ชรินทร์ นันทนาคร) ฯลฯ

..."คาดเชือก" คือก้าวแรกของบัณฑิตในตำแหน่ง "ผู้กำกับภาพยนตร์" เขาได้ทุนประมาณ 3 ล้านบาทจากพรรคพวกของเขามาสร้าง แต่ได้ผลตอบรับจากผู้ชมในกรุงเทพกลับมา 3 แสนบาท หนังเจ๊งไม่เป็นท่า แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับของเขานับแต่นั้นเป็นต้นมา (อ่านรายละเอียด "ครั้งแรก" ของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ได้ใน bioscope ฉบับที่ 19 : มิถุนายน 2546)

..."มือเหนือเมฆ" (2527) เป็นหนังที่บัณฑิตรับจ้างกำกับอย่างฉุกละหุก เพียง 5 วันก็เริ่มกำกับเลย และต้องเขียนบทไปด้วยถ่ายไปด้วย เป็นหนังบู๊แบบเก่า ที่นำเอาเนื้อเรื่องมาจากนิตยสารบางกอก เป็นหนังที่โปรดักชั่นไม่ดี แต่ก็ให้ประสบการณ์การทำฉากใหญ่กับเขา คือฉากรถพุ่งลงน้ำ

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.10.2009 / 12:03 pm
58.8.158.9
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 6

..."คนดีที่บ้านด่าน" (2528) เป็นหนังที่บัณฑิตลงทุนทำเอง จนเป็นหนี้สินรุงรังในเวลาต่อมา เป็นเรื่องที่เขาภูมิใจในเรื่องของเนื้อหาสาระ แต่ยังไม่พอใจกับโปรดักชั่น ของหนังเท่าไร เพราะขณะที่เขาทำงานนั้น เขาต้องเป็นคนวิ่งหาเงินไปด้วย จนกระทั่งบางฉากต้องยกให้ผู้ช่วยทำ ส่วนตัวเขาต้องวิ่งไปหาเงิน เป็นเรื่องของนักศึกษาที่ไปออกค่ายแถบชายแดนพม่า และได้ไปรับรู้เรื่องลักลอบตัดไม้ทำลายป่าของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และผู้มีอิทธิพล ซึ่งหน้าไหว้หลังหลอก คือเป็นคนที่เอาของมาบริจาคให้นักศึกษาเพื่อสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็นคนดี ทั้งที่เบื้องหลังเป็นคนเลว

..."คู่วุ่นวัยหวาน" (2529) เป็นหนังตลกเรื่องแรกของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล และเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำกับไฟว์สตาร์ ซึ่งยุคนั้นเข้าสู่ยุคที่หนังตลกครองตลาด และเรื่องนี้ก็ประเดิมเป็นหนังทำเงินเรื่องแรกของเขา

..."ปัญญาชนก้นครัว" (2529) ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของ ว.วินิจฉัยกุล ซึ่งผู้กำกับนำมาแปลงเรื่องร่วม 50 เปอร์เซ็นต์

..."ด้วยเกล้า" (2530) หนังกล่องของเขาเรื่องนี้พูดถึงโครงการของในหลวงที่ช่วยชาวไร่ชาวนา โดยเล่าผ่านชาวนาคนหนึ่งที่ไปได้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากสนามหลวงในงานจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แล้วเอาไปปลูก เพื่อขยายพันธุ์ข้าวของในหลวงให้เพิ่มจำนวนขึ้น ขณะที่มีบางคนกลับต้องการเมล็ดข้าวไปเก็บใส่ตลับไว้บูชา

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.10.2009 / 12:05 pm
58.8.158.9
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 7

...จนกระทั่งปี 2531 เขาเป็นผู้พลิกประวัติการณ์หนังไทย เมื่อผลงานเรื่อง "บุญชู ผู้น่ารัก" ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และเป็นผู้ทำให้ตัวละครที่ ซื่อ ใส บริสุทธิ์ ที่ชื่อว่า "บุญชู บ้านโข้ง" เข้าไปนั่งในใจของคนดูหนังไทยทั่วประเทศ...หนังตลกแบบบ้านนอกเข้ากรุงของบุญชู บ้านโข้งหนุ่มสุพรรณที่เข้ามากรุงเทพเพื่อสอบเอนทรานช์เข้ามหาวิทยาลัยและที่โรงเรียนกวดวิชา เขาก็ได้รู้จักกับเพื่อน ๆ จากภาคต่าง ๆ ความใสซื่อของเขานำมาซึ่งความตลกที่ไร้การเสแสร้ง และความวุ่นวายที่ใคร ๆ ก็ต่างเอาใจช่วยเขา

...จากความสำเร็จของต้นฉบับ กลับมาอีกครั้งกับความสำเร็จ 16 ล้านบาทของ "บุญชู 2 น้องใหม่" (2532) บุญชูเดินทางจากสุพรรณเข้ากรุงเพื่อเตรียมสอบเอนทรานช์อีกครั้ง เพื่อนแก๊งค์เดิมอยู่ครบแถมเพิ่มคู่เหน่อคือ ประพันธ์ (เกรียงไกร อมาตยกุล) จากระยอง เข้ามาให้ได้ฮากันอีกคน...ภาคนี้บุญชสอบติดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนได้

..."บุญชู 5 เนื้อหอม" (2533) บุญชูใช้ชีวิตนิสิตมหาวิทยาลัย ที่ต้องลงสมัครแข่งขันการเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนักศึกษา เพื่อช่วยต่อสู้เรื่องการแจกทุนเพราะรุ่นน้องคนหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ทุน หนังยังคงเอกลักษณ์ความฮาเอาไว้เหมือนเดิม และกวาดเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในภาคนี้หนังกวาดรายได้ไปประมาณ 21 ล้านบาท

...บัณฑิต คั่นหนังชุดตลกของเขาด้วยผลงานชิ้นเอกอุที่ถือเป็นหนังไทยแนวเฟมินิสม์ที่หาได้ยากในเมืองไทย กับเรื่อง "ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44" (2533) หลังจากเพื่อนร่วมห้องของโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งจบการศึกษาก็แยกย้ายกันไป บางคนก็ถูกคลุมถุงชนแต่งงาน บางคนก็ต้องไปทำธุรกิจที่ทำมาหากินกับผู้หญิงด้วยกันเอง ส่วนรำยง (จินตหรา สุขพัฒน์) ไปทำงานนักข่าวโทรทัศน์ที่ต่อสู้เพื่อผู้หญิง แล้วทุกความขัดแย้งก็เกิดขึ้น ระหว่างมิตรภาพ ความรัก และงาน...หนังกวาดรางวัลไปเพียบ แต่ว่าอย่างนั้นไม่ได้เมื่อพูดถึงรายได้ที่หนังได้กลับมาเพียง 8 ล้านบาท

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.10.2009 / 12:06 pm
58.8.158.9
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 8

..."บุญชู 6 โลกนี้ดีออกสุดสวยน่ารักน่าอยู่ถ้าหงุ่ย" (2534) บุญชู เรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย และทองดี (จักรกฤษณ์ อำมรัตน์) น้องชายผู้มาใหม่ของบุญชู กับความรักความหลงใหลในเมืองหลวง และการต่อสู้แย่งชิงในการมีชีวิตเพื่ออยู่ให้รอดในสังคมใหญ่ (หนังทำรายได้ไปประมาณ 23.5 ล้านบาท)

..."อนึ่งคิดถึงพอสังเขป" (2535)...หนังวัยรุ่นที่เล่าเรื่องราวของชีวิตที่ผ่านเลยของนักเรียนกลุ่มหนึ่งเรื่องนี้ ถือได้ว่าเป็นหนึ่ง "หนังกระโปรงบานขาสั้น" ที่อยู่ในระดับดีทั้งด้านการแสดงและโปรดักชั่น เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ที่ถือเป็นยุค "2535 หนังวัยรุ่นครองเมือง" หนังได้รับทั้งกล่องและเงินไปประมาณ 15 ล้านบาท...หนังเรื่องนี้นี่แหละที่ถือเป็น "หนังแจ้งเกิดในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาท" ของ "แอน ทองประสม" อย่างเต็ม ๆ นักวิจารณ์ในยุคนั้นเอ่ยชมเธอว่า เธอสามารถใช้ความคล่องตัวทางการแสดงทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมา และก้าวล้ำหน้าเพื่อน ๆ ดาราวัยรุ่นในยุคนั้นทุกคน อย่างที่สมัยนี้เขาเรียกกันว่า "ขโมยซีน" นั่นเอง

 

..."เจาะเวลาหาโก๊ะ" (2535) ภาคที่สองของ "โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ" พรานไพรที่ชอบพานักศึกษาหลงป่า แต่เรื่องนี้พากันหลงยุคข้ามมิติของเวลา ย้อนอดีตถึงสมัยไทยรบกับพม่า...ภาคนี้บัณฑิต กำกับร่วมกับเจดีย์ ศุภกาญจน์ และ ทองก้อน ศรีทับทิม

...กับความต่อเนื่องกับหนังชุดบุญชู ที่ดำเนินมาถึงภาค 7 ซึ่งประสบความสำเร็จมหาศาลขึ้นเรื่อย ๆ รวมแล้วกว่า 100 ล้านบาท..."บุญชู 7 รักเธอคนเดียวตลอดกาลใครอย่าแตะ" (2536) บุญชูเรียนจบ กลับไปทำงานที่บ้านเกิด เตรียมจะแต่งงานกับโมลี แต่ถูกพี่สาวของโมลีตั้งเงื่อนไขให้ทั้งสองต้องทำแม่น้ำที่อยู่หน้าเรือนหอให้สะอาด บุญชูจึงชวนพรรคพวกเก่า ๆ มารณรงค์ทำความสะอาดแม่น้ำ (หนังกวาดไป 32.1 ล้าน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาหนังภาคต่อชุดนี้)

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.10.2009 / 12:06 pm
58.8.158.9
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 9

..."หอบรักมาห่มป่า" (2537) สองว่าที่ลูกเขย (วินัย ไกรบุตร และจักรกฤษณ์ อำมรัตน์) ที่แอบลักพาลูกสาวทั้งสอง (จันจิรา จูแจ้ง และแอน ทองประสม) ของว่าที่พ่อตา (สมบัติ เมทะนี) เพราะพ่อตาคิดจะเปลี่ยนใจ จึงเกิดการไล่ล่า ทำให้คู่รักสองคู่ต้องผจญภัยด้วยกันในป่า

..."กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้" (2538) หนังมาสเตอร์พีซอีกชิ้นของบัณฑิตที่อยู่ในใจใครหลายคน แต่ทำเงินไปอย่างน่าใจหายด้วยรายได้เพียง 4 ล้านบาท (แม้จะถูกนำกลับมาฉายใหม่ เมื่อหนังคว้ารางวัลไปมากมาย แต่รายได้ก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้นสักเท่าไร) หนังเล่าเรื่องราวการผจญภัยในเมืองใหญ่ของ โอ๋ เด็กสาววัย 13 พาน้องเล็ก ๆ สองคน ออกเดินทางจากบ้านแม่ที่กรุงเทพฯ เพื่อไปหาพ่อที่เชียงใหม่ หลังจากพ่อกับแม่หย่าร้างกัน ได้พบกับนกแลเด็กเร่ร่อน ที่เอาผงมาซ่อนในตระกร้าเลี้ยงน้องคนเล็กของโอ๋ จนโอ๋ต้องถูกไล่ล่าจากแก๊งค์ค้ายาเสพติด และแก๊งค์ค้าหญิงโสเภณี ที่เปรียบเสมือนยักษ์และแม่มด ในนิทานที่พ่อเล่าให้ฟังบ่อย ๆ

..."บุญชู 8 เพื่อเธอ" (2538) โมลีถูกกระสุนลูกหลง ขณะที่ตำรวจไล่จับโจรในตลาดที่สุพรรณบ้านเกิดบุญชู ทำให้เขาและเพื่อน ๆ ไปบนบานศาลกล่าวกับพระประโทนที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา เมื่อโมลีหายดี พวกบุญชูจึงต้องแก้บน ซึ่งแต่ละคนก็บนแบบแปลก ๆ แต่แก้ยาก และที่ยากที่สุดก็คือเมื่อไม่มีศาลเจ้าให้แก้บน เพราะถูกขโมยไป พวกบุญชูจึงต้องตามเอาคืนมาเพื่อแก้บน...ปิดภาคสุดท้ายนี้ด้วยรายได้ 25 ล้านบาท

..."อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2" (2539) เป็นภาคต่อที่ไม่มีเรื่องราวต่อเนื่องกับภาคแรก แต่เป็นความรู้สึกอันเดียวกัน คือ การนึกถึงโรงเรียนเก่า โดยภาคนี้เป็นชีวิตในวัยเรียนของกลุ่มเพื่อนที่จบจากโรงเรียนชายเจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกวงโยธวาทิต ซึ่งไม่สามารถหาสมาชิกใหม่ให้วงแทนสมาชิกรุ่นเก่าได้ เพราะส่วนใหญ่สนใจแต่ดนตรีสมัยใหม่อย่างกีตาร์, คีย์บอร์ด และกลองชุด แถมยังแบ่งพวกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มฐานะทางบ้านดี กับกลุ่มฐานะปานกลาง เป็นปรปักษ์กัน แต่มีเหตุต้องมาร่วมวงโยธาวาทิต เพื่อรักษาศักดิ์ศรีแชมป์โลกของโรงเรียนไว้

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.10.2009 / 12:10 pm
58.8.158.9
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 10

...ห่างหายจากจอเงินไปพักหนึ่ง บัณทิตกลับมาอีกครั้งกับผลงานที่ยังคงคุณภาพและชื่อชั้นของเขาควบคู่ไปกับความสนุกของหนังไว้ใน "สตางค์" (2543) หนังรวมดาวนักแสดงรุ่นเก่าและใหม่ไว้อย่างคับคั่งเรื่องนี้ นำเสนอเรื่องราวอันมีวัตถุประสงค์มาจาก ความต้องการจะนำเสนอความบันเทิง เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ยากของผู้คนซึ่งกำลังเดือดร้อน และต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ จากปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าอยู่ในปัจจุบัน ด้วยแง่มุมที่สนุกสนานผ่อนคลาย และให้ความหวัง ที่มาของเรื่อง กับปัญหาของตัวละครในเรื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องจริง อาทิ กรณีที่ธนบัตรหายไปอย่างลึกลับ ในระหว่างการขนย้ายโดยทางรถไฟ, การประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตรส่วนที่เหลือโดยรัฐบาล, การที่รัฐบาลต่อมาเอาธนบัตรมาพิมพ์ราคาใหม่ลดราคาลงไป, ปัญหาเศรษฐกิจอันเลวร้ายในสมัยนั้นก็เป็นความจริง คงมีแต่ตัวละคร และเรื่องราวซึ่งต่อเนื่องจากการหายไปของธนบัตรชุดนี้เท่านั้น ที่ปั้นแต่งขึ้น โดยอาศัยสมมุติฐานจากความเป็นจริงดังกล่าว

..."14 ตุลา สงครามประชาชน" (2544) หรือในชื่อเดิมที่ดูดีกว่าคือ "คนล่าจันทร์" หนังสร้างจากเรื่องจริงในยุคการเมืองเป็นเรื่องร้อนตามชื่อเรื่อง หนังสร้างพระเอกคนใหม่มาประดับวงการอีกคนหนึ่งคือ "อู ภาณุ สุวรรณโณ" ในขณะที่นางเอกของเรื่องได้หายสาบสูญไปจากวงการ :P

...หลังจากกำกับหนังมาหลายแบบหลายแนว คราวนี้ บัณฑิตหันมาจับแนวลึกลับเป็นครั้งแรกใน "สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์" (2545) โดยเริ่มต้นในช่วงสงคราม 9 ทัพ สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ระหว่างไทย-พม่า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ ที่เกี่ยวพันกับบุคคลต่าง ๆ มาเรียงร้อยด้วยเส้นเชือกแห่งความโลภ อาฆาต และกรรมเก่าจากอดีตชาติ โดยมีกระแสแห่งลำน้ำกษัตริย์ นำพาชะตากรรมของคนเหล่านั้นมาเริ่มต้น และบรรจบลงด้วยความตาย

..."ชื่อชอบ ชวนหาเรื่อง" (2546) คือหนังเรื่องล่าของเขาที่เพิ่งผ่านสายตาผู้ชมไปเมื่อปีกลาย กับเรื่องราวชีวิตสุดหักเหปนเปเสียงฮาเฮ กับชีวิตลูกผู้ชายชื่อแปลก ๆ คำเดียวโด่เด่ว่า ชอบ ที่ต้องเดินทางหาเรื่องคนไปทั่วเพื่อพิสูจน์รักแท้...หนังแป้กทั้งรายได้ ทั้งมุขที่ขนมาแบบกะว่าต้องฮากระจายกับเหล่านักแสดงศิษย์บัณฑิต แต่มันกลับกลายเป็นการเสียเปล่า เพราะมุขส่วนใหญ่ในเรื่องนี้ พอดูจบแล้วก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า "ทำออกมาได้ยังไง" ซะมากกว่า

********************

หมายเหตุ :

- ข้อมูลทั้งหมดเรียบเรียงมาจากเว็บ swaat.hypermart.net อดีตเว็บหนังไทยที่ดีที่สุดเว็บหนึ่ง แต่ปัจจุบันเว็บล่มไปแล้ว...ขอขอบคุณผู้เขียนไว้ ณ ที่นี้ และขออภัยที่ไม่ทราบชื่อผู้เขียนครับ

- ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลอัพเดทใหม่จากที่เคยนำไปโพสลงเว็บพันทิปใน "กระทู้ A1123741 ก่อน คนล่าจันทร์ จะถูกดักฆ่า" เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

- บัณฑิต ยังมีงานเขียนบทอย่างเดียวอีกหลายเรื่อง นั่นคือ ยิ้มนิดคิดเท่าไหร่ (ชาลี อินทรวิจิตร-2532), โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ (เจดีย์ ศุภกาญจน์, พิพัฒน์ พยัคฆะ-2534), หอหึ ๆ (คมสัน ตรีพงศ์-2535) และ กอดคอกันแหวว (ทองก้อน ศรีทับทิม-2536)

- ผลงานลำดับที่ 23 ของเขาที่กำลังจะฉายคือหนังแอ็คชั่นไซไฟเรื่อง "อุกกาบาต" (28 ต.ค. 47) และกำลังเตรียมงานสร้างหนังตลกสืบสวนสอบสวนเรื่องราวผัว ๆ เมีย ๆ เรื่อง "สะกดรอยชู้" (2548) ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือที่ถูกตีพิมพ์มาแล้ว 9 ครั้ง ของคุณมานะ สุนทร เป็นโปรเจ็กต์ร่วมสร้างของไฟว์สตาร์และGTH

-----

ทั้งหมดทั้งมวล ผมนำมาจาก.. http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.deknang.com/gallery/galleries/column/bd11.jpg&imgrefurl=http://www.deknang.com/index2.php%3Foption%3Dcontent%26task%3Dview%26id%3D156%26pop%3D1%26page%3D0&usg=__lNi05dYnXNmbScmtZ5n8Y2jGH-s=&h=351&w=450&sz=62&hl=th&start=1&tbnid=d_22Fc3b6wnmOM:&tbnh=99&tbnw=127&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%26gbv%3D2%26hl%3Dth ..อีกที

ข้อมูลฉบับย่อ สั้นๆ แต่ได้ใจความดีมากๆ  ขอขอบพระคุณผู้เขียน และ ผู้นำมาลงทำให้ผมหาเจอมากๆครับ

 

แจ้งลบข้อความนี้

05.10.2009 / 8:24 am
58.8.152.126
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 11

Life Style

วันที่ 5 ตุลาคม 2552 00:01

แด่...บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล
 

เสี้ยวหนึ่งของ บุญชู บ้านโข้ง คือ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล บุคคลในโลกเซลลูลอยด์ที่จากไป ใครๆ ที่เคยร่วมงานกับเขา ต่างเสียน้ำตาให้กับ ..บุญชู ตัวจริง

 

อภิรดี เอี่ยมพึ่งพร

 

"อาคือตำนาน" 

อภิรดี เอี่ยมพึ่งพร ผู้บริหารบริษัทไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น รุ่นปัจจุบัน ผู้สืบทอดกิจการค่ายหนังที่ให้ทุนสร้างมาตั้งแต่ "คู่วุ่นวัยหวาน" ปี 2529 ผลงานกำกับเรื่องที่ 4 ของบัณฑิต หลังจากทางเจริญ เอี่ยมพึ่งพร ผู้บริหารรุ่นพ่อได้ช่วยปลดหนี้จากการทำหนังของบัณฑิตยุคเริ่มแรก  (หนังเรื่องแรกของบัณฑิต ออกฉายปี 2527 เรื่อง คาดเชือก และ มือเหนือเมฆ ต่อด้วย "คนดีที่บ้านด่าน" ปี 2528  ซึ่งเป็นการลงทุนทำหนังเองด้วยการกู้ยืม)

โดยอภิรดีได้ร่วมงานกับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ในช่วงบั้นปลายชีวิตของผู้กำกับคนนี้ด้วย  

"เป็นความคุ้นเคย เวลาทำงานในฐานะผู้บริหารกับคนทำหนัง เราก็รู้สึกเหมือนทำงานกับญาติผู้ใหญ่ เพราะเรารู้จักอามาตั้งแต่จำความได้ และโตมากับหนังของอาบัณฑิต เป็นหนังไทยที่ติดตาคนไทย"  อภิรดี เผยความรู้สึกส่วนตัว ก่อนจะแจกแจงจุดเด่นที่ประทับใจในการทำงานร่วมกับบัณฑิตไว้ดังนี้

ความชัดเจน 

"อาบัณฑิตเป็นผู้กำกับที่มีความชัดเจนด้านจุดยืน การทำงานร่วมกันได้ง่าย เพราะอาจะบอกทันทีโดยไม่อ้ำอึ้งว่าชอบ หรือไม่ชอบอะไร และรับผิดชอบกับทุกอย่างที่ตัวเองทำลงไป  และเป็นผู้กำกับที่มีความรู้ความสามารถ พยายามหยิบยื่นอะไรที่นึกไม่ถึงให้อยู่เสมอ จากอดีตที่อาเคยเป็นนักข่าว มาก่อน  สิ่งที่น่าเป็นแบบอย่างให้ผู้กำกับรุ่นหลัง คือ การทำการบ้านมาอย่างดีในงานที่ทำ และสามารถร่วมงานกับคนอื่นได้ดี

มี vision

"ในแง่การมองนักแสดง อาได้สร้างนักแสดงจากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง จนมีชื่อเสียงได้ เพราะอาเชื่อว่าเด็กคนนั้นทำได้ อย่างกรณีของอาร์ตี้ ธนฉัตร เด็กหนุ่มจากขอนแก่น ที่กลายเป็นดาราใหม่ตัวเอกของค่ายไฟว์สตาร์"


มีความเป็นไทยสูง

"อาบัณฑิต เป็นคนที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านงานหนัง อย่างชัดเจนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นดาราที่อาสร้างมาจะหน้าไทยๆ ตั้งแต่ สันติสุข-จินตหรา จนถึง อาร์ตี้  รวมถึงคาแรคเตอร์ด้วย และเรื่องราวชีวิตไทย ที่ผ่านหนังอย่าง "ด้วยเกล้า" หรือกระทั่งหนังอย่าง "14 ตุลา วันมหาสงครามประชาชน" และอื่นๆ อีกหลายเรื่อง

อย่างตัวละคร  "บุญชู" ก็เป็นตัวอย่างตัวละครที่ถูกสร้างจากบุคลิกเด็กหนุ่มบ้านนอกหน้าซื่อใจใส ให้กลายมาเป็นตัวละครที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคย

ทำงานอย่างต่อเนื่อง 

ผู้บริหารไฟว์สตาร์มองว่า บัณฑิตเป็นผู้กำกับที่เป็น "ตำนาน" ไม่ใช่เพราะอยู่นาน แต่เป็นเพราะการสร้างงานแบบต่อเนื่อง

"อาเป็นผู้กำกับที่เป็น Legend เพราะการทำงานที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่ครั้งเดียวที่จบไป  การสร้างหนังเรื่องเรื่องหนึ่งที่สร้างตัวละครมาแล้ว มันมีเรื่องราวต่อมาในอีกหลายๆ ภาค" หนังที่เข้าข่ายนี้รวมถึง โก๊ะจ๋า ป่านะโก๊ะ, อนึ่งคิดถึงพอสังเขป และ  "บุญชู" ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2531  โดยบัณฑิตเป็นคนเขียนบทจากแรงบันดาลใจชีวิตตัวเองที่มาจากต่างจังหวัด และตัวละครนี้ถูกเล่าเรื่องราวต่อเนื่องมาจนถึงภาคที่ 9 ใน "บุญชู ไอ-เลิฟ-สระอู" ออกฉายเมื่อปี 2551 และในระหว่างการเตรียมงานเปิดกล้อง "บุญชู 10" ในปลายปีนี้ หลังจากเขียนบทเสร็จเรียบร้อยเหลือเพียงรอเวลาฟ้าฝนเป็นใจ และรอจังหวะสุขภาพของผู้กำกับเอื้ออำนวย แต่ทว่าวันอำลาก็มาถึงก่อนกาล 

อย่างไรก็ตาม ทางไฟว์สตาร์เผยว่า อาจจะพิจารณาดำเนินงานสร้างต่อไป เพื่อ "สานต่อตำนาน" บนแผ่นฟิล์มของผู้กำกับที่ล่วงลับให้สมบูรณ์

  • อาร์ตี้-ธนฉัตร ตุลยฉัตร

"อาแก่แต่เก๋า" 

นักแสดงวัยรุ่นที่แจ้งเกิดจากบท "บุญโชค" ลูกบุญชูในหนัง "บุญชู ภาค 9" และได้เป็นดารานำใน "อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง" หนังต่อเนื่องเกี่ยวกับวัยเรียนจากเรื่อง "อนึ่งคิดถึงพอสังเขป" (ภาคแรกในปี 2535 และภาคสองในปี 2539) ซึ่งหนังชุดนี้แจ้งเกิดให้กลุ่มดาราวัยรุ่นยุคนั้นเป็นที่รู้จักในนาม new kids ของไฟว์สตาร์ ได้แก่ แอน ทองประสม, แคทรียา อิงลิช และ สายธาร นิยมการณ์ และ สายฟ้า เศรษฐบุตร เป็นต้น

อาร์ตี้ กล่าวถึงประสบการณ์ที่เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับต่างวัยว่า "ถึงอาจะแก่ แต่ความแก่คือความเก๋า อาจะบอกทุกอย่าง ทั้งการแสดง การดูมุมกล้อง ซึ่งทำให้ผมฝันอยากเป็นผู้กำกับเหมือนอาครับ"  อาร์ตี้เริ่มต้นงานจอเงินครั้งแรกตอนอายุ 18 ปี ขณะที่ผู้กำกับของเขาอายุ 57 ปีเข้าไปแล้ว 

"ถ้าเราเล่นไม่ได้ อาจะดุ และแสดงให้เราดู ชี้ให้เห็นในมอนิเตอร์เลยว่าเป็นยังไง"

สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับผู้กำกับระดับตำนานยังรวมถึง "อาบัณฑิตจะเน้นงานคืองาน ถ้าเป็นตอนทำงานก็จะเข้มๆ แต่ถ้านั่งเล่น ก็คุยเล่นกับอาได้ ไม่มีปัญหา แต่เวลาทำงานห้ามทำเล่นๆ"

  • สุภาพ หริมเทพาธิป บรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป

"เชื่อและซื่อสัตย์ในหนังที่ทำ" 

สมัยที่ยังทำงานนิตยสารหนัง มีอยู่ช่วงหนึ่ง หมู - สุภาพ  เกิดเบื่องานและขอตามติดไปกับกองถ่าย "กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้" อยู่นานหลายเดือน 

แม้จะเป็นเวลาไม่นานแต่ก็นานพอที่จะสัมผัสความเป็นคนดี มีน้ำใจของผู้กำกับร่างท้วม และยังจำได้ดีมาจนถึงวันนี้

"หนังของแก ก็มาจากตัวแก ความรักเพื่อนฝูง ความเอื้ออาทรของแก จะเห็นได้ในหนัง เช่น ความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ (โดยเฉพาะในก๊วนบุญชู บ้านโข้ง) ในอีกทางมันคือการแสดงความเป็นตะวันออกและความเป็นไทยออกมา" และสิ่งเหล่านี้เมื่อนำมาคลุกเคล้ากับมุกตลกตลอดเรื่องของบัณฑิต ก็ทำให้คนดูยิ้ม อิ่มเอมใจ 

"นั่นแหละคือตัวตนเขา" บก.ไบโอสโคป นิยามสั้นๆ

ไม่ใช่แค่ความเป็นไทย  ตลกขบขัน แต่หนังแทบทุกเรื่องของ "ผู้กำกับร้อยล้าน" จะสอดไส้สาระเข้าไปให้เนียนๆ สุภาพบอกว่า นั่นเป็นความตั้งใจของบัณฑิต

"ในยุคที่หนังเขาพีคสุดๆ เขาสามารถต่อรองได้ว่า ถ้าทางค่ายอยากให้ทำหนัง (ทำเงิน) อย่างบุญชู ก็จะทำให้ แต่ขอทำหนังดีๆ มีสาระสลับสัก 1 เรื่อง เราจึงได้ดูหนังอย่าง ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44, อนึ่งคิดถึงพอสังเขป แต่โชคดีที่ทำเงินเพราะชื่อบัณฑิตตอนนั้นการันตี" 

แต่พอมาถึง กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ หนังตั้งใจสูงที่ขาดทุนแต่ก็ได้กล่องไปเต็มๆ ซึ่งเรื่องสุภาพไปกินนอนอยู่ด้วย

"สิ่งที่แก้เน้นตลอดคือ ทำหนังให้คนดู ดูสนุก อยากติดตามไปตลอดทั้งเรื่อง แกจะคิดตลอดว่า บทนี้ ตอนนี้ คนดูชอบไหม ตื่นเต้นไหม ร้องไห้ไปกับตัวละครด้วยไหม เครียดได้แต่ต้องสนุก"

หากทางในการทำหนังของบัณฑิตเหมือนจะไม่ตรงใจคนดูรุ่นหลัง ที่เน้น visual ประดิดประดอยกับภาพเยอะ ผิดกับบัณฑิตที่น้ำหนักทั้งหมดจะเทให้การเล่าเรื่อง ซึ่งอาจจะดู "เก่า" สำหรับคอหนังปัจจุบัน 

จนหลงลืมความเรียบง่ายและเล่าออกมาอย่างซื่อสัตย์ อย่างที่บัณฑิตทำมาโดยตลอด

"แกจะเก็บเกี่ยวสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมาใส่ไว้ในหนัง ที่สำคัญ แกซื่อสัตย์และเชื่อในทุกๆ อย่างที่แกเก็บมาเล่า แต่ไม่รู้ว่าคนทำหนังรุ่นหลัง เชื่อและซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองทำหรือเปล่า" 

  • สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข

"อาใจเย็นกว่าน้ำแข็งที่อาเคี้ยวอีก" 

เด็กสาววัย 19 ปีที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับ "อาบัณฑิต" ในหนังบุญชู 9 สายป่านบอกว่า สำหรับเธอ อาคือผู้ชายร่างท้วม ใจดี น่ารัก ไม่ดุนักแสดง แต่กับการทำงานจะซีเรียส เอาจริงเอาจัง 

ก่อนได้มาร่วมงานด้วย เด็กรุ่นหลังอย่างเธอ กวาดดูบุญชูมาแล้วทุกภาค ดังนั้นอาคือ ตำนานและมืออาชีพในความคิดของเด็กสาว 

"อาจะไม่บอกว่าเราต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ อาจะดูเราและนักแสดงคนอื่นๆ ก่อนว่าบุคลิก นิสัยเป็นยังไง แล้วเอาตัวเรามาปรับใช้กับบทหนัง เพื่อให้แสดงเป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติ เป็นการพบกันครึ่งทาง หรือตอนถ่าย อาก็จะไม่สอนว่าต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้ แต่จะอธิบายว่าอารมณ์ในบทตอนนั้นจะเป็นยังไง" 

ด้วยศักดิ์แล้ว เด็กสาวตาโตน่าจะเรียกบัณฑิตว่าลุงมากกว่าอา แต่เป็นเพราะว่า ผู้กำกับใจดีชิงแทนตัวเองว่าอากับทุกๆ คนก่อน 

"ป่านทั้งเคารพและนับถืออามากๆ มากกว่าคำว่าอาเสียอีก อาชอบวัยรุ่น ไม่สอนแต่จะแซวๆ มากกว่า" 

รู้ข่าวว่าอาจากไปได้ 1 ชั่วโมง สายป่านสารภาพว่าเสียน้ำตาไปแล้ว 3 รอบ เธอให้เหตุผลของการร้องไห้ว่า มันมากกว่าเรื่องงาน อาคือ สุดยอด อาคือตำนาน อาคือบุคลากรสำคัญที่วงการสูญเสียไป

แต่มูลเหตุที่ทำให้เธอเสียใจมากที่สุดคือ...

"อาเป็นผู้กำกับที่ดึงเอาตัวตนของป่านไปอยู่ในหนังได้มากที่สุด เพราะเรื่องที่ผ่านๆ มา ป่านถูกทำให้ดูหนัก ดู dark กว่าตัวจริง อย่างพลอยก็หนักเกินไป แต่กับบุญชู เป็นตัวเรามากๆ อามองเห็นว่าเราก็มีมุมตลกๆ ด้วย" 

ถึงตรงนี้น้ำเสียงสายป่านเครือเล็กน้อย ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า สามเดือนที่อยู่กับอา นอกจากการได้เจอ "มืออาชีพ" เต็มกองถ่ายแล้ว ภาพติดตาเสมอของผู้กำกับร่างอ้วน คือ ผู้ชายที่พกผ้าเช็ดหน้าติดตัวตลอด ข้างตัวต้องมีกระติกน้ำแข็ง ปากเคี้ยวหรืออมน้ำแข็งไว้ตลอด 

"อาขี้ร้อน แต่ใจดี ใจเย็นกว่าน้ำแข็งที่อาเคี้ยวอีก" บรรยากาศการทำงาน "อา" จะไม่พูดมาก ไม่ค่อยมีประโยคเด็ดหรือมอตโตประจำตัวชวนจดจำ แต่จะอยู่ในหมวด "พูดน้อยต่อยหนัก" พูดเมื่อไหร่ ฮาเมื่อนั้น ที่สำคัญเป็นไดอะล็อกที่ตลกมากโดยไม่หยาบแม้สักคำ

"แกไม่ค่อยปล่อยมุกหรือคำพูดเด็ดๆ หรอกค่ะ ถ้ามีแกก็จะเอาไปใส่ไว้ในบทหมด"

  • ผลงานภาพยนตร์ของบัณฑิต

2527 คาดเชือก
2527 มือเหนือเมฆ
2528 คนดีที่บ้านด่าน
2529 คู่วุ่นวัยหวาน
2529 ปัญญาชนก้นครัว
2530 ด้วยเกล้า
2531 บุญชูผู้น่ารัก
2532 บุญชู 2 น้องใหม่
2532 ยิ้มนิดคิดเท่าไหร่
2532 ความรักของคุณฉุย
2533 บุญชู 5 เนื้อหอม
2533 ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44
2534 บุญชู 6 โลกนี้ดีออกสุดสวยน่ารักน่าอยู่ ถ้าหงุ่ย
2535 อนึ่งคิดถึงพอสังเขป
2535 เจาะเวลาหาโก๊ะ
2536 บุญชู 7 รักเธอคนเดียวตลอดกาลใครอย่าแตะ
2537 หอบรักมาห่มป่า
2537 กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
2538 บุญชู 8 รักเธอเสมอ
2539 อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2
2543 สตางค์
2544 14 ตุลาสงครามประชาชน
2545 สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์

Tags : บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

-------------------

 

จากที่มา.. http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20091005/80063/%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B9%88...%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%A5.html#    

 

แจ้งลบข้อความนี้

05.10.2009 / 8:44 am
58.8.152.126
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 12

**สำหรับท่านที่ต้องการได้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติและผลงานของอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกลที่ถูกต้อง  คงต้องใช้เวลาในการเปิดหาอ่านจากทุกแหล่งข้องมูลให้ละเอียดให้ดี  เพราะข้อมูลแต่ละที่จะลงบันทึกไว้มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกัน  เช่นผลงานการกำกับภาพยนตร์ บางที่ลงว่ามีเรื่อง "ยิ้มนิดคิดเท่าไหร่"  แต่บางที่ลงว่าไม่มี ?

แท้ที่จริงแล้ว  ในเครดิตหนังเรื่อง "ยิ้มนิดคิดเท่าไหร่" เป็นการกำกับภาพยนตร์โดยครูชาลี อินทรวิจิตร ครับ  ส่วนอาบัณฑิต มีชื่อในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์เท่านั้น

จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด  คงต้องใช้แหล่งข้อมูลจากหลายๆที่มาประกอบกัน

-----

**อยากสอบถาม สั่งซื้อ หรือ เลือกดูรายละเอียดของสินค้า  กรุณากดลิ้งค์ไปหน้าเว็บร้าน "อาหารหู" (ร้านสำหรับคนรักเพลงไทย - หนังไทย) www.rharnhoo.com     หรือโทร 085 329 6996   (ได้ตลอด 24 ช.ม. ไม่มีวันหยุด)

 

แจ้งลบข้อความนี้

05.10.2009 / 9:00 am
58.8.152.126
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 13

ข่าวหนังไทย RSS Feed ข่าวหนังใหม่

 
 
 
Thai News :
อาลัย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับหนังไทยรุ่นกลางเก่ากลางใหม่

 

บัณฑิต  ฤทธิ์ถกล
บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

 


ข่าวร้ายวงการบันเทิงไทยต้องสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ที่เพิ่งเสียชีวิตอย่างกระทันหันด้วยอาการเกี่ยวกับไตที่ ร.พ.วชิระ ...

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล (เกิด พ.ศ. 2494 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทภาพยนตร์ชาวไทย มีผลงานที่มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ ด้วยเกล้า (2530) และภาพยนตร์ในชุด บุญชู ที่สร้างชื่อเสียงให้กับดาราคู่ขวัญ จินตหรา สุขพัฒน์ และสันติสุข พรหมศิริ

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และอัสสัมชัญพานิช เมื่อ พ.ศ. 2514 จากนั้นเริ่มทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และเริ่มทำงานเขียนคอลัมน์วิจารณ์ภาพยนตร์ เขียนบทภาพยนตร์ และเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น โบตั๋น (2518), เสือภูเขา (2522), ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. (2525), ทอง ภาค 2 (2525)

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล มีผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก คือเรื่อง คาดเชือก เมื่อ พ.ศ. 2526 ออกฉายปี พ.ศ. 2527

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล นักวิจารณ์ภาพยนตร์นามปากกา “ทองฝาน” เริ่มงานด้านภาพยนตร์กับบทบาทของนักเขียนบทภาพยนตร์ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งผู้กำกับการแสดง สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกที่กำกับคือเรื่อง คาดเชือก เมื่อปีพ.ศ.2527 จนถึงปีพ.ศ.2531เป็นผู้พลิกประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย เมื่อผลงานเรื่อง บุญชูผู้น่ารัก ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับความต่อเนื่องของภาพยนตร์ชุดบุญชูที่ดำเนินมาถึงภาคที่ 7 ซึ่งทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในด้านรายได้ที่รวมแล้วมากกว่า 100 ล้านบาท

ชื่อของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เริ่มโดดเด่นในฉายา ผู้กำกับร้อยล้าน และ เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์หมายเลข 1 โดยมีผลงานที่ได้รับการตอบรับอย่างเนื่องแน่นในทุกๆ เรื่องด้วยรายได้ที่กว่า 200 ล้านบาท และรางวัลกว่า 35 รางวัล โดยส่วนตัวของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกลได้รับรางวัลในฐานะผู้เขียนบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง “ ด้วยเกล้า”

ปีพ.ศ.2533 จากภาพยนตร์เรื่อง ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44
ปีพ.ศ.2533 จากภาพยนตร์เรื่อง อนึ่ง... คิดถึงพอสังเขป
ปี พ.ศ.2543 จากภาพยนตร์เรื่อง สตางค์
ในปี พ.ศ.2544 ภาพยนตร์บัณทึกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของประเทศในเรื่อง “14 ตุลา สงครามประชาชน” และ “อุกกาบาต”

 

บัณฑิต  ฤทธิ์ถกล
บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

 


ผลงานกำกับ
คาดเชือก (2527)
มือเหนือเมฆ (2527)
คนดีที่บ้านด่าน (2528)
คู่วุ่นวัยหวาน (2529)
ด้วยเกล้า (2530)
ปัญญาชนก้นครัว (2530)
บุญชูผู้น่ารัก (2531)
บุญชู 2 น้องใหม่ (2532)
บุญชู 5 เนื้อหอม (2533)
ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44 (2533)
โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ (2534)
บุญชู 6 โลกนี้ดีออก สุดสวย น่ารักน่าอยู่ ถ้าหงุ่ย (2534)
เจาะเวลาหาโก๊ะ (2535)
อนึ่งคิดถึงพอสังเขป (2535)
บุญชู 7 รักเธอคนเดียวตลอดกาลใครอย่าแตะ (2536)
กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ (2537)
หอบรักมาห่มป่า (2537)
บุญชู 8 เพื่อเธอ (2538)
อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2 (2539)
สตางค์ (2543)
14 ตุลา สงครามประชาชน (2544)
สาปเสือที่ลำน้ำกษัตริย์ (2545)
ชื่อชอบชวนหาเรื่อง (2546)
อุกกาบาต (2547)
พระ เสือ เด็ก ไก่ วอก (2549)
ข่าวที่ไม่สำคัญ (My First Report) (2550) ภาพยนตร์สั้นในชุด แด่พระผู้ทรงธรรม

จากที่มา..  http://movie.sanook.com/news/news_16256.php

 

แจ้งลบข้อความนี้

07.10.2009 / 10:05 am
124.120.167.80
By: Mr.Bond
ความคิดเห็นที่ 14

พี่ป๊อกครับ

การที่ใครสักคนนึงที่เราไม่รู้จักเสียชีวิตลง แล้วเรารู้สึก " เสียใจ " ผมว่ามันเศร้าแล้ว 

แต่.....ถ้าเขาจากไป แล้วเรารู้สึก " เสียดาย " ผมว่ามันแสนเศร้ามากกว่าอีกครับพี่

คุณอา บัณฑิต ก็คือ 1 ในผู้้คนเหล่านั้น ที่จากไปแล้ว สะเทือนมาถึงผมเช่นกัน

ขอบคุณพี่ป๊อก ที่ได้เขียนประสพการณ์ตรงของตัวเองมาให้อ่าน

ขอถามหน่อย.....สรุป คาดเชือกคือ 1 ใน 5 หนังอาบัณฑิตในดวงใจพี่ แล้วอีก 4 เรื่องที่เหลือล่ะครับ? 

 

ผมว่าเวลาผมหลับตา นึกถึงหนังอา ภาพสายน้ำสะท้อนกับแสงแดด ระยิบระยับ หน้าวัดแจ้ง แล้วมีเรือวิ่งผ่าน เป็นภาพย้อนแสง....มันจะขึ้นมาทุกครั้งเลย 

มีอาจารย์ผมเคยบอกว่า " หนังของบัญฑิต ฤิทธิ์ถกล ทุกเรื่องต้องมี น้ำ " ....จริงมั้ยพี่?

 

อืม...........ผมชักจะอยากดูหนังแกขึ้นมาอีกแล้วสิ " มันอบอุ่นดี "

 

Attachment Files

 

แจ้งลบข้อความนี้

10.10.2009 / 9:37 am
58.8.153.162
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 15

ตอบ..คุณ Mr. Bond (ความคิดเห็นที่ 14)

หนังอีก 4 เรื่องที่ผมคิดว่าดีที่สุดของอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ในความรู้สึกของผม อันนี้อาจจะแตกต่างกับคนอื่นนะครับ  ผมชอบ.. "กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้" (2537)  , "ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44" (2533) , "ด้วยเกล้า" (2530)  และ "สตางค์" (2543) ซึ่งผมชอบเพราะจินตนาการลื่นไหลดี  และดูสนุกมาก  เหมือนผจญภัยไปกับพวกเขาด้วย  ฉากบู๊ก็ดูน่าตื่นเต้น  จริงจัง  เข้าท่ามากๆ

ถ้าถามท่านอื่นๆ    1 ใน 5 เรื่องของหลายๆท่านอาจจะต้องมี "บุญชู" หรือ "อนึ่งคิดถึงพอสังเขป"    แต่สำหรับผม 2 เรื่องนี้มันน่ารักน่าชังในตัวของมันอยู่แล้ว  รู้สึกดีมากๆ   เพียงแต่ผมไม่ค่อยอินกับหนังตลกวัยรุ่น กุ๊กกิ๊กสักเท่าไหร่  ชอบอะไรที่มีเนื้อหา "จริงจัง" มากว่า  ถ้ามี "บู๊" ผสมด้วยจะยิ่งชอบเป็นพิเศษครับ

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล
(ที่มาภาพ: พันทิป)

 

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

10.10.2009 / 9:54 am
58.8.153.162
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 16

เกี่ยวกับหนังเรื่อง "สตางค์"

จากที่มา.. http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/satang/satang.html

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากญี่ปุ่น ให้พิมพ์ธนบัตรใหม่ในโรงพิมพ์ธนบัตรที่ชวา เป็นธนบัตรฉบับละสิบบาทถ้วน ระหว่างธนบัตรถูกขนย้ายจากชวามาประเทศไทย ธนบัตรจำนวนหนึ่งถูกปล้นหายไป ทำให้รัฐบาลสมัยนั้นตัดสินใจไม่นำธนบัตรส่วนที่เหลือออกใช้

อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง แม้ว่าบ้านเมืองจะเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็เกิดสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง และขาดธนบัตร ทำให้รัฐบาลหลังสงคราม ต้องนำธนบัตรชุดที่มีปัญหาออกประกาศใช้ โดยพิมพ์ประทับราคาใหม่ลงไปด้วยหมึกสีดำ เปลี่ยนเป็น 'ห้าสิบสตางค์'

ทองย้อย (วีรชัย หัตถโกวิท) คนร้ายร่วมปล้นธนบัตร ซึ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น และเป็นผู้ที่นำธนบัตรที่ปล้นได้ ไปซ่อนไว้ในห้องแพชลประทานร้างหลังหนึ่ง ถูก พยนต์ (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) พร้อมด้วย โชติ (โอลิเวอร์ บีเบอร์) และ บุญมา (รัฐพงศ์ เตโชชัชวาล) ทหารคนสนิท ซึ่งเป็นผู้ร่วมรู้เห็น ตามล่าเพื่อค้นหาที่ซ่อนธนบัตร และหมายที่จะฆ่าทองย้อย ทองย้อยจึงหนีมาซ่อนตัว ในตรอกโรงเจริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ทำให้ข่าวเกี่ยวกับแพชลประทานร้างที่ซ่อนธนบัตร แพร่กระจายถึงชาวตรอกโรงเจบางคน อาทิ ระบือ (เจษฎาภรณ์ ผลดี) พนักงานขายเครื่องกระป๋อง ที่ไม่เคยขายอะไรได้เลย, จำรัส (มานพ อัศวเทพ) เจ้าของโรงพิมพ์ และร้านเช่าหนังสือผู้เห็นแก่ตัว, นาท (ต้น พิทักษ์) ข้าราชการจัตวาผู้โลภมาก ซึ่งเช่าห้องอยู่กับ สมพิศ (ปู พัฒนาวดี) เมียสาวท้องแก่, เลี้ยง (ชูชัย บุศราคัมวงค์) เจ้าของร้านกาแฟ และของชำแห่งเดียวในตรอกโรงเจ, ตรอง (พัทสน ศรินทุ) จิตรกรยากไร้ ผู้พิสมัยการวาดภาพเปลือยของมนุษย์ มีจินตนาการ ไม่สนใจใคร, หมอ (ปอง จุลทรัพย์) ผู้เห็นเงินสำคัญกว่าการรักษาคนเจ็บ, ครูแรม (ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง) ครูตกงาน กับ ศรี ภรรยาที่ป่วยกระเสาะกระแสะ, โรจน์ (ศรัณยู วงศ์กระจ่าง) อดีตหนุ่มสังคม และครูสอนลีลาศ ผู้พิการจากสงคราม พร้อมด้วยภรรยา ขวัญตา (จินตหรา สุขพัฒน์) คู่ลีลาศของโรจน์ ที่ต้องผันชีวิตมาเป็นโสเภณีในตรอกเล็กๆ แห่งนี้, รัมภา (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) สาวผู้ดีตกยาก หยิ่งทะนง และ ปราณี (เข็มอัปสร สิริสุขะ) ผู้พี่บุญธรรม รวมทั้ง จ่อน (สรพงศ์ ชาตรี) ชายบ้าเพราะสงคราม และสูญเสียครอบครัวไประหว่างสงคราม

บรรดาชาวตรอกโรงเจเหล่านี้ พร้อมด้วย เที่ยงแท้ (มีศักดิ์ นาครัตน์) คหบดีเจ้าของตรอกผู้หน้าเลือด กับ บุรี ลูกสมุนคนสนิทของเที่ยงแท้ จึงได้ว่าจ้าง และอาศัยเรือของ พร้อม (สันติสุข พรหมศิริ) กับเมียสาว จำเรียง (กัญญารัตน์ บ่อสันเที๊ยะ) พร้อมด้วย หนูแดง ลูกสาวเพียงคนเดียว โดยมีทองย้อยเป็นผู้นำทาง ออกตามหาแพชลประทานที่ซ่อนธนบัตรหลังนั้นโดยทันที ซึ่งในขณะนั้นพวกของพยนต์ โชติ และบุญมา แอบตามล่าทองย้อย และติดตามบรรดาชาวตรอกโรงเจที่ร่องเรือเช่นกัน

การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก การเผชิญภัย และความขัดแย้งในระหว่างกัน ธาตุแท้ของหลายคนถูกเผยออก ขณะอีกหลายคนเริ่มเรียนรู้ว่า แม้ว่าเงินจะเป็นยอดปรารถนา แต่การสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้ว

แพร้างหลังนั้นถูกตามจนเจอ หลายคนได้เดินทางกลับสู่โรงเจ ด้วยความสุขความอิ่มเอิบใจ ในสิ่งที่ได้รับจากการเดินทาง และการใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ ร่วมกัน รวมทั้งจากความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกันด้วย


ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ร่วมกับ บีอีซี ฟิล์ม ภูมิใจเสนอ สตางค์ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด หลังจากว่างเว้นจากการสร้างสรรค์ผลงานไปหลายปี ของผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือเยี่ยม บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ที่เคยมีผลงานที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านรายได้ และด้านคุณภาพ มาแล้วหลายเรื่อง อาทิ คาดเชือก, ด้วยเกล้า, บุญชู, ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44, อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป, กาลครั้งหนึ่ง..เมื่อเช้านี้

สตางค์ นำเสนอเรื่องราว อันมีวัตถุประสงค์มาจาก ความต้องการจะนำเสนอความบันเทิง เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ยากของผู้คน ซึ่งกำลังเดือดร้อน และต้องเผชิญกับปัญหานานับประการ จากปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าอยู่ในปัจจุบัน ด้วยแง่มุมที่สนุกสนานผ่อนคลาย และให้ความหวัง

ที่มาของเรื่อง กับปัญหาของตัวละครในเรื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องจริง อาทิ กรณีที่ธนบัตรหายไปอย่างลึกลับ ในระหว่างการขนย้ายโดยทางรถไฟ, การประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตรส่วนที่เหลือโดยรัฐบาล, การที่รัฐบาลต่อมาเอาธนบัตรมาพิมพ์ราคาใหม่ลดราคาลงไป, ปัญหาเศรษฐกิจอันเลวร้ายในสมัยนั้นก็เป็นความจริง คงมีแต่ตัวละคร และเรื่องราวซึ่งต่อเนื่องจากการหายไปของธนบัตรชุดนี้เท่านั้น ที่ปั้นแต่งขึ้น โดยอาศัยสมมุติฐานจากความเป็นจริงดังกล่าว

สตางค์ แสดงโดยนักแสดงมากบทบาท เจ้าของรางวัลการแสดงยอดเยี่ยมหลายรางวัล ซึ่งบางคนไม่เคยทำงานร่วมกับบัณฑิตมาก่อน อาทิ ฉัตรชัย เปล่งพานิช, ศรัณญู วงศ์กระจ่าง, จินตหรา สุขพัฒน์, สันติสุข พรหมศิริ, สรพงศ์ ชาตรี ร่วมด้วยนักแสดง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เช่น เจษฎาภรณ์ ผลดี, พัสสน ศรินทุ, เข็มอัปสร สิริสุขะ, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ และอีกมากมาย

ทีมงานสร้าง

อำนวยการสร้างโดย เจริญ เอี่ยมพึ่งพร และ ประชา มาลีนนท์, บทภาพยนตร์และกำกับการแสดงโดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล, กำกับภาพโดย วันชัย เล่งอิ๊ว, กำกับศิลป์เหตุการณ์ระหว่างสงครามโดย ประดิษฐ์ นิลสนธิ, สายัณห์ สมควร, สืบศักดิ์ ฉลองธรรม และ สุพัฒน์ เติมสุขสวัสดิ์, ออกแบบการแต่งกายโดย พีรพันธ์ เหล่ายนต์ และ อรุณี ศรีภา, บันทึกเสียงโดย ชาย คงศีลวัต, ออกแบบและควบคุมงานเสียงโดย สุนิตย์ อัศวินิกุล, เพลงและดนตรีประกอบโดย ไอดีล, ลำดับภาพโดย สุนิตย์ อัศวินิกุล

 

 

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

10.10.2009 / 10:00 am
58.8.153.162
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 17

ย้อนประวัติ "บัณฑิต ฤทธิ์ถกล'' ผู้กำกับฯ คนไทย...ฝีมือเยี่ยม!!!
02 ตุลาคม 2552 0:52 น.
View : 270  Post : 0


 




 

ผู้กำกับฯ มือทอง บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เกิดเมื่อ พ.ศ. 2494 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และ อัสสัมชัญพาณิชยการ เมื่อ พ.ศ. 2514 โดยเริ่มทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น และเริ่มทำงานเขียนคอลัมน์วิจารณ์ภาพยนตร์, เขียนบทภาพยนตร์ และเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฯ ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น ''โบตั๋น'' ในปี พ.ศ. 2518, ''เสือภูเขา'' ปีพ.ศ. 2522, ''ไอ้ผาง รฟท.'' ปี พ.ศ. 2525, ''ทอง ภาค 2'' ปี พ.ศ. 2525

จากนั้น บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ได้เริ่มโชว์ฝีมือการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกคือเรื่อง ''คาดเชือก'' เมื่อปี พ.ศ. 2526 และได้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์มาตั้งแต่นั้น ซึ่งรวมผลงานแล้วกว่า 28 เรื่องเลยทีเดียว และเรื่องที่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปเห็นจะเป็นเรื่อง ''บุญชู'' ที่สร้างชื่อเสียงให้กับดาราคู่ขวัญ จินตหรา สุขพัฒน์ และ สันติสุข พรหมศิริ ซึ่งมีการสร้างภาคต่อรวมทั้งสิ้น 5 ภาค (ภาพยนตร์เรื่องบุญชู มีภาค 1, 2 แล้วข้ามไป 5, 6, 7, 8 แต่จะมีระบุไว้ในภาค 5 ว่าทำไมจึงไม่มีภาค 3, 4)

นอกจากจะเป็นผู้กำกับฯ ฝีมือดีแล้ว บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ยังเป็นผู้ผลักดันนักแสดงให้มีชื่อเสียงเป็นคู่ขวัญจำนวนมาก อาทิ มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, สรพงษ์ ชาตรี ฯลฯ และ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เป็นผู้กำกับฯ เพียงไม่กี่คนที่นำเสนอเรื่องราวความรัก, ความผูกพันของเกษตรกร ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์เรื่อง ''ด้วยเกล้า'' ในปี พ.ศ. 2530 จนได้รับรางวัลสูงสุด ''รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ'' อีกต่างหาก

ผลงานภาพยนตร์ของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ที่ได้เข้าชิงและได้รับรางวัลมีดังนี้ รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สาขาผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม ได้แก่ ''สตางค์'', ''14 ตุลา สงครามประชาชน'', สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ''บุญชู 2 น้องใหม่'', ''14 ตุลา สงครามประชาชน'', สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ''ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44'', สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ได้แก่ ''14 ตุลา สงครามประชาชน''

รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ''ด้วยเกล้า'', รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ สาขาผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ''อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป'', ''กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้''

รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง สาขาผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ''ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44'', ''อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป'', ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ปี 2544 ได้แก่ ''14 ตุลา สงครามประชาชน''

สำหรับผลงานกำกับของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ที่ได้เคยฝากไว้ให้ได้ชมกันกว่า 28 เรื่อง อาทิ ''คาดเชือก'', ''มือเหนือเมฆ'', ''คนดีที่บ้านด่าน'', ''คู่วุ่นวัยหวาน'', ''ด้วยเกล้า'', ''ปัญญาชนก้นครัว'', ''บุญชูผู้น่ารัก'', ''บุญชู 2 น้องใหม่'', ''บุญชู 5 เนื้อหอม'', ''ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44'', ''โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ'', ''บุญชู 6 โลกนี้ดีออก สุดสวย น่ารักน่าอยู่ ถ้าหงุ่ย'', ''เจาะเวลาหาโก๊ะ'', ''อนึ่งคิดถึงพอสังเขป'', ''บุญชู 7 รักเธอคนเดียวตลอดกาลใครอย่าแตะ'', ''กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้'', ''หอบรักมาห่มป่า'', ''บุญชู 8 เพื่อเธอ'', ''อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2'', ''สตางค์'', ''14 ตุลา สงครามประชาชน'', ''สาปเสือที่ลำน้ำกษัตริย์'', ''ชื่อชอบชวนหาเรื่อง'', ''อุกกาบาต'', ''พระ เสือ เด็ก ไก่ วอก'', ''ข่าวที่ไม่สำคัญ (My First Report)'', ''ภาพยนตร์สั้นในชุด แด่พระผู้ทรงธรรม'', ''บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู'' ฯลฯ

และผลงานชิ้นสุดท้ายของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล คือ ''อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง'' ที่เข้าฉายเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และจบชีวิตก่อนที่จะเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ''บุญชู ภาค 10'' เนื่องจากเกิดอาการหัวใจวายกะทันหันในขณะที่ทำการฟอกเลือด หลังจากที่ป่วยเป็นโรคไตมานานหลายปี ณ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ด้วยวัย 58 ปี ท่ามกลางความเศร้าโศกของคนในวงการบันเทิง

โดยเมื่อช่วงเย็นวันที่ 1 ต.ค. 52 ครอบครัว ''ฤทธิ์ถกล'' ได้จัดพิธีรดน้ำศพผู้กำกับฯ ชื่อดัง บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม ศาลา 2 ซึ่งก็ได้มีดารา-ศิลปิน ในวงการบันเทิงมาร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้ายกันเป็นจำนวนมาก
ประวัติ ''บัณฑิต ฤทธิ์ถกล''
เกิด : พ.ศ. 2494
สถานที่เกิด : จ.พระนครศรีอยุธยา
การศึกษา : โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และอัสสัมชัญพาณิชยการ เมื่อ พ.ศ. 2514
เสียชีวิต : 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 (อายุ 58 ปี) โรงพยาบาลวชิรพยาบาล
อาชีพ : ผู้กำกับฯ, นักเขียนบท
ปีที่แสดง : พ.ศ. 2526 - 2552
ผลงานเด่น : -ด้วยเกล้า ,บุญชู (ภาค 1-6)

รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี
ผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2532 - บุญชู 2 น้องใหม่ ,พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน
บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2533 - ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44
บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน

รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์
ผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2535 - อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป, พ.ศ. 2537 - กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2530 - ด้วยเกล้า, พ.ศ. 2535 - อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป, พ.ศ. 2537 - กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2530 - ด้วยเกล้า, พ.ศ. 2537 - กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้

รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง
ผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2533 - ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44, พ.ศ. 2535 - อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2533 - ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44, พ.ศ. 2535 - อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป, พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน
บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : พ.ศ. 2533 - ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44,  พ.ศ. 2544 - 14 ตุลา สงครามประชาชน

 

------------

ภาพ และ ข่าว จากที่มา.. http://www.siamdara.com/Variety/091002_0983.html

เป็นข่าวเศร้าของวงการบันเทิงเมืองไทยเลยทีเดียว เมื่อทราบข่าวว่า บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับฯ มือทองชื่อดังของเมืองไทย ที่ได้สร้างผลงานการกำกับภาพยนตร์มา 20 กว่าปี กว่า 28 เรื่อง แต่ที่สร้างชื่อเห็นจะเป็นเรื่อง ''บุญชู สระอู ย้าว...ยาว'' ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 1 ต.ค. 52 ณ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ด้วยวัย 58 ปี หลังจากที่เข้ารักษาตัวด้วยโรคไตมานาน ซึ่งสร้างความเศร้าโศกให้กับครอบครัว ''ฤทธิ์ถกล'' และศิลปิน-ดารา-นักแสดงที่เคยร่วมงานกับ ''คุณอาบัณฑิต'' จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว


 

 

แจ้งลบข้อความนี้

10.10.2009 / 10:05 am
58.8.153.162
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 18

บทสัมภาษณ์  

 
 
 
Behind the Scene :
6 คำถาม กับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล1. ทำไมคุณอาถึงหยิบเอาผลงานชุด อนึ่งฯ กลับมาทำอีกครั้งครับ?
ทำเพราะคิดถึงมัน อนึ่งนี่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนเก่า การคิดถึงโรงเรียนเก่า นานๆ เข้าเราก็คิดถึงบรรยากาศแบบเดิม อยากไปทำงานในที่แบบนั้น โรงเรียนมัธยมอะไรแบบนั้น

2. เรื่องราวของ อนึ่งฯ ภาคนี้ มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงจากภาคที่แล้วเหมือนบุญชูฯ ภาคล่าสุดหรือเปล่า?
ไม่เกี่ยว คืออนึ่งฯ ทั้งสามภาคมันคนละเรื่อง คนละโรงเรียน แต่ว่า ที่มันเกี่ยวคือมันมีคอนเซ็ปต์เดียวกันที่ว่า มันเป็นเรื่องของคนที่คิดถึงโรงเรียนเก่า หมายถึงว่า คนทำคิดถึงโรงเรียนเก่า คนดูคิดถึงโรงเรียนเก่า แล้วก็มาเจอกันที่จุดร่วมของหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ตอบสนองความบันเทิงสำหรับคนที่คิดถึงโรงเรียนเก่า แต่ประเด็นของหนังมันก็แล้วแต่เรื่อง

สมมุติถ้ามี อนึ่งฯ 4 อนึ่ง 5 เนี่ย ประเด็นมันก็จะต่างๆ ออกไป เพียงแต่ว่า คอนเซ็ปต์มันจะเหมือนกัน แล้วในโรงเรียนเก่าแต่ละโรงเรียนเนี่ย มันมีสตอรี่หลายๆ สตอรี่ หลายๆ เหตุการณ์ อย่างกรณีภาคแรกกับภาคสองเนี่ย มันพูดถึงความรักในวัยเรียน เด็กที่รักครู พอภาคสามเนี่ย มันเกี่ยวกับการที่โรงเรียนจะถูกรื้อทิ้ง เคยคุยกับเพื่อนบางคนเรื่องโรงเรียนเก่า แล้วมันบอก เฮ้ย! โรงเรียนเก่ากูไม่มีแล้วว่ะ คือโรงเรียนเค้าโดนรื้อทิ้งไปนานแล้ว ทั้งที่ครั้งนึงโรงเรียนเค้าเคยมีชื่อเสียง อย่างสมัยอาเรียนหนังสือมันมีโรงเรียนชื่อไพศาลศิลป์ ตอนนี้ไพศาลศิลป์ไม่มีแล้วในโลกนี้ เราก็นึกในใจว่า ถ้าเผื่อว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของโรงเรียนที่จะถูกทำลาย ถูกขายไป เราก็ต้องมานั่งหาสาเหตุว่าทำไมมันจึงถูกขายไป ขายให้ใคร เราก็มองถึงกระแสโลกปัจจุบันว่า เออ มันก็คงจะขายให้ห้างนะ ห้างสะดวกซื้อใหญ่ๆ มาซื้อไป เพราะโรงเรียนมันมีบริเวณกว้างขวาง เรามองภาพอย่างนั้น เรื่องนี้มันก็เลยเกิดขึ้นมาว่า พวกศิษย์เก่าก็เลยหาทางที่จะรักษาโรงเรียนนี้ไว้

3. คุณอาต้องการวิพากษ์วิจารณ์ระบบสังคมแบบทุนนิยมในปัจจุบันที่มุ่งเน้นเอาแต่ผลกำไรเหรอครับ?
เปล่า ไม่ถึงขนาดนั้น หนังไม่ได้จะไปวิพากษ์วิจารณ์ระบบอะไรมากมาย เพียงแต่เป็นแง่คิด เราไม่ถึงขนาดพยายามยัดเยียดสาระอะไร เพราะเราพูดถึงจุดเล็กๆ หนังมันไม่จำเป็นต้องเป็นปาฐกถาทางภาพยนตร์ มันเป็นหนังสนุกสนานเฮฮาของคนวัยหนุ่มสาว และให้ความอบอุ่นในเรื่องความสัมพันธ์ หลักๆ มันจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า แต่นอกเหนือจากนั้นมันก็อยู่ที่ว่าผู้กำกับจะสอดแทรกอะไรเข้าไปให้คนดูเก็บไปคิด

4. ในอนึ่งฯ ภาคนี้จะมีดาราจากภาคที่แล้วๆ มาร่วมแสดงเหมือนกับบุญชูภาคล่าสุดไหมครับ?
เรื่องนี้ไม่มีดาราหน้าเก่ามาเลย เอาใหม่หมดเลย เพราะมันคนละพวก คนละโรงเรียน อย่างที่บอกแล้วว่า อนึ่งฯ นี่มันเป็นแค่คอนเซ็ปต์ร่วมกันของโรงเรียนเก่า ถ้าเราทำหนังเกี่ยวกับโรงเรียนเก่า ก็ต้องเป็นอนึ่งฯ ต่อไปอีก อนึ่ง... คิดถึงอะไรก็ว่าไป อย่างอนึ่งฯ ภาคแรกเนี่ย ดาราที่มาแสดงก็เด็กๆ ทั้งนั้น วัยรุ่นหมด มันก็จับปูใส่กระด้งเหมือนกัน แต่เค้าก็มีวินัยในการทำงาน จริงๆ ทุกชุดเลยที่ทำมามันมีวินัยหมด เพราะเรามีการพูดคุยกันก่อน มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถที่จะไปบังคับให้เด็กซีเรียส มันจะไปทำลายความร่าเริงเค้า และทำลายความร่าเริงของหนังไปด้วย คือหนังวัยรุ่นเนี่ย เราต้อง Keep ความร่าเริงของนักแสดงไว้

อนึ่ง...คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง5. การร่วมงานเป็นครั้งที่สองกับ อาร์ตี้ ธนฉัตร ตุลยฉัตร อาจทำให้หลายๆ คนคิดถึงดาราคู่บุญของคุณอาอย่าง สันติสุข พรหมศิริ อาร์ตี้นี่จะถือเป็นดาราคู่บุญคนใหม่ของคุณอาได้รึยังครับ?
อาร์ตี้เค้ามีพัฒนาการที่เร็ว เป็นนักแสดงที่มีปฏิภาณไหวพริบ มีครีเอทีฟในการแสดง เค้าสามารถที่จะสร้างบทบาทของตัวเองเพิ่มเติมในการแสดงได้ ถามว่าจะเป็นเหมือนสันติสุขรึเปล่า ก็ยังไม่รู้เลย จริงๆ สันติสุขเนี่ย เค้าเป็นดาราคู่บุญของใครหลายคน เพียงแต่คนอาจจะคุ้นกับหนังของอา เพราะเล่นให้หลายเรื่อง (ยิ้ม) อาร์ตี้ก็น่าจะได้ทำงานด้วยกันอีกหลายเรื่อง ก็เห็นแวว เห็นอะไรในตัวเค้า เห็นการแสดงของอาร์ตี้แล้วบางทีเรามีแรงบันดาลใจที่จะทำอะไร คือนักแสดงบางคนเนี่ย พอเราเห็นฝีมือเค้าแล้วเนี่ย มันจะช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจ นึกภาพออกไหม

6. คุณอามีความคาดหวังกับหนังเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ?
มีความเชื่อมั่นว่าคนที่เข้าไปดูแล้วจะไม่เสียใจ จะได้ความรู้สึกดีๆ จากหนัง แต่ถ้าถามว่าคาดหวังเรื่องรายได้เนี่ย ไม่เคยคาดหวังถึงเรื่องนี้มาก่อน เพราะมันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่จะทำให้รายได้มันดีหรือไม่ดี เพียงแต่ว่า เราถือว่าเราทำงานเต็มที่ แล้วที่สำคัญเรามีความเชื่อมั่นว่า ใครก็ตามที่ซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ออกมาแล้วก็จะพอใจ สุขใจ







 

ภาพ และ ข้อมูล จากที่มา.. http://movie.sanook.com/behind/behind_15348.php

((ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ))

 

แจ้งลบข้อความนี้

10.10.2009 / 10:11 am
58.8.153.162
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 19

ข่าวร้อน “สันติสุข-จินตรา”เสียดาย”บัณฑิต ฤทธิ์ถกล”จากไปเร็ว “อาร์ตี้” เผยใจหาย

r-bundit-leave

คู่ ขวัญ”สันติสุข-จินตรา”รับตกใจ”บัณฑิต ฤทธิ์ถกล”ช็อคหัวใจวายตายขณะกำลังฟอกไต เผยจากไปเร็วไม่คาคิด เมียไม่โทษความผิดใคร อโหสิกรรมให้ ไฟว์สตาร์-นักแสดงสานต่อถ่ายหนัง”บุญชู 10″ รอเปิดกล้องหลังงานศพ “อาร์ตี้”เผยใจหาย สวดศพผู้กำกับชื่อดัง 7 วัน ก่อนเก็บศพไว้ 100 วัน

ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ศาลา 2 เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 ต.ค. ญาติได้นำศพของนายบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทภาพยนตร์ชื่อดัง ซึ่ง เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเฉียบพลันขณะฟอกไต กลับมาจากวชิรพยาบาล เพื่อมาบำเพ็ญกุศลทางศาสนาที่วัด โดยมี นางนันทนา (คุ้มวงษ์)ฤทธิ์ถกล ภรรยานายบัณฑิต และนางสาวธนธรณ์ ฤทธิ์ถกล บุตรสาว พร้อมด้วย อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิตรบุตร ผู้กำกับชื่อดัง วัชระ ปานเอี่ยม นักแสดง และ อภิรดี เอี่ยมพึ่งพร กรรมการบริหาร บ.ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น จำกัด อาร์ตี้-ธนฉัตร ตุลยฉัตร และทีมงานไฟว์สตาร์เตรียมเข้าร่วมพิธีรดน้ำศพ

ทั้งนี้ นางนันทนา ภรรยา นายบัณฑิต ให้สัมภาษณ์ว่า นายบัณฑิตเป็นโรคไต ความดันต่ำ หัวใจ และเบาหวาน โดยล่าสุดมีแผลที่หลังขาสองข้าง แพทย์จึงต้องใช้ spent ขดลวดตาข่ายพันไว้ เพื่อทำการขยายหลอดเลือด ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ทางดรงพยาบาล ได้นัดสามีมาล้างทำความสะอาดแผล จากนั้นก็นอนที่โรงพยาบาลมาตั้งแต่นั้น และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พยาบาลได้นัดนายบัณฑิตมาฟอกไต แต่นายบัณฑิตความดันต่ำอยุ่ ตนก็ไม่อยากให้ฟอก แต่เนื่องจากพยาบาลเตรียมเครื่องมือมาแล้วก็เลยเกรงใจ จากนั้นระหว่างทำการฟอกไตอยู่ นายบัณฑิตก็เกิดอาการช็อคและหัวใจวายเสียชีวิตขณะฟอกไต ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร ไม่คิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นทั้งๆที่ตนซึ่งเป็นอดีตพยาบาลก็มองว่า ไม่น่าจะมีอะไร แต่อย่างไรก็ตาม ไม่โทษว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดของใคร ถือว่าอโหสิกรรมให้กันไปก็แล้วกัน

ภรรยา นายบัณฑิต ยังกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ นายบัณฑิต มีอาการปวดแผลที่หลังขาทั้งสองข้างมาก แต่เมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านี้ ก็กลับมีอาการดีขึ้น สบายดีทุกอย่าง ก่อนจะมาเสียชีวิตในวันดังกล่าว

ด้าน นางสาวอภิรดี ผู้บริหารไฟว์สตาร์ กล่าวว่า ตอนที่ทราบข่าวตกใจมากจนมือเย็นเฉียบ เพราะอาบัณฑิตกับไฟว์สตาร์เหมือนเป็นครอบครัว อยู่ด้วยกันมานานมาก ตั้งแต่ตนจำความได้ ก็เห็นอาแล้ว เราก็ไม่คิดว่า อาจะเสียชีวิต

ส่วนโครงการหนังของนายบัณฑิตนั้น ผู้บริหารไฟว์สตาร์กล่าวว่า ตอนนี้เหลือการเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง บุญชู 10 ซึ่งเหลือแค่ขั้นตอนการตรวจบทขั้นสุดท้าย และได้คิวดาราทุกคนแล้ว จริงๆ ต้องเปิดกล้องตั้งแต่กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ก็เลื่อนมากลางเดือนตุลาคม เพราะเห็นว่า อาบัณฑิตป่วย ทั้งนี้ หนังเรื่องบุญชู 10 มีโลเกชั่นการถ่ายทำที่วังน้ำเขียว และคงต้องมีการดำเนินการถ่ายทำต่อไป

ส่วนที่ว่าจะเอาใครมาเป็นผู้กำกับแทนนายบัณฑิตนั้น น.ส.อภิรดี กล่าวว่า ต้องรอหลังงานศพเรียบร้อย แต่หนังดำเนินการต่อ แต่ที่คิดก่อนหน้าที่อาเสียชีวิต ก็มีคุยๆ กันว่า จะเอาพวกซูโม่ทั้งหลายมาช่วยกำกับไหม อาก็ได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร ตนเข้าใจว่า อามีความสุขที่ได้ทำงาน แค่วันไหนที่ไม่สบายแต่ได้มานั่งอยู่ในกองถ่าย อาก็มีความสุขแล้ว ส่วนเรื่องชื่อตอน บุญชู 10 ก็ตั้งไว้แล้วว่า “บุญชู 10 ปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ซึ่งอาตั้งใจมาก และยังเคยคุยกันว่า จะต่อยอดเป็น บุญชู 11 พอมา บุญชู 12 ก็เท่ากับหนึ่งโหล ก็จะไม่เอาแล้ว จบแค่ บุญชู 11 พอ

หนุ่ม-สันติสุข พรหมศิริ นักแสดงชื่อดังผู้โด่งดังจากเรื่องบุญชู กล่าวว่า รู้ข่าวเมื่อช่วงประมาณ บ่ายๆ ก็ตกใจเพราะก่อนหน้านี้เห็นพี่บัณฑิตทำงานได้อยู่ ตนเองก็ยังรออยู่เลยว่าเมื่อไหร่จะเรียกไปเล่น บุญชู 10 พอมารู้ว่า พี่บัณฑิต เสียชีวิต ก็ใจหาย เพราะแกถือเปรียบเป็นพี่ชายที่สนิทกันมากๆ เพราะเล่นหนังของแกเยอะที่สุด เรียกว่าเป็นคนรู้ใจกันเลยก็ได้ รู้สึกเสียดาย ที่วงการหนังไทยต้องเสียผู้กำกับฝีมือดี และคนที่มีมุมมองในแง่สร้างสรรค์

ด้าน แหม่ม-จินตรา สุขพัฒน์ ดาราคู่ขวัญกับสันติสุข กล่าวว่า รู้สึกตกใจมาก พอรู้ข่าวก็รีบมาเลย รู้จักนับถือพี่บัณฑิต ก็เสียดายไม่คิดว่าจะไปไวขนาดนี้ แต่ต้องยอมรับว่าแกไปสบายแล้ว

ขณะที่บรรยากาศภายในงานสวดพระอภิธรรมศพของผู้กำกับชื่อดังได้มีดารา รนักแสดงมาร่วมงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยคืนแรกนี้ทางญาติ ครอบครัวของนายบัณฑิตได้เป็นเจ้าภาพ ส่วนในวันที่ 2 ต.ค. ทางบริษัทไฟว์สตาร์ จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพต่อไป

ขณะที่วัชระ ปานเอี่ยม นักแสดง ผู้กำกับ และนักร้องชื่อดัง กล่าวว่า อาบัณฑิตถือเป็นคนให้อนาคตทางวงการบันเทิงกับตน เนื่องจากตนจบมาทางด้านสถาปัตย์และไม่มีความรู้ทางด้านการแสดง แต่อาบัณฑิตก็ชวนตนมาเล่นหนังจนมีชื่อเสียง ทั้งนี้ ตนยังเคยบอกกับนายบัณฑิตว่า ถ้าจะให้เล่นก็ต้องสอน ซึ่งที่ผ่านมา อาบัณฑิตก็สอนตนมาตลอดจนมีความเชี่ยวชาญ พร้อมระบุว่า ตนจะช่วยทำภาพยนตร์เรื่องบุญชู 10 ต่อให้เสร็จเพราะเหมือนเป็นความฝันของอาที่อยากทำให้เสร็จ

ด้านอุ๋ย-นนทรีย์ กล่าวว่า พอเห็นการตายของอาบัณฑิต ก็ทำให้รู้ว่า ต่อไปนี้อยากทำอะไรก็ต้องรีบทำ เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มีโอกาสอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการสวดพระอภิธรรมศพของนายบัณฑิตนั้น จะจัดขึ้นทั้งหมด 7 วัน สิ้นสุดวันสุดท้ายวันที่ 7 ต.ค. โดยทางครอบครัวกล่าวว่า อาจจะมีการเก็บศพของนายบัณฑิตไว้เป็นเวลา 100 วัน เนื่องจากบุตรสาวต้องการที่จะทำหนังสือที่ระลึกให้กับพ่อ ส่วนจะขอพระราชทานเพลิงศพหรือไม่นั้น คงต้องมีการปรึกษากันในครอบครัวฤทธิ์ถกลต่อไป

ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบัณฑิต ฤทธิ์ถกล เสียชีวิตแล้วด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ที่วชิรพยาบาล ในวัย 58 ปี โดยจะมีการนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ซึ่งจะมี การรดน้ำศพในเวลา 17.00 น.

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายบัณฑิต ได้ฟอกไตเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เกิดอาการช็อกกะทันหันระหว่างพักอยู่ที่บ้าน ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลศิริราช แต่เกิดหัวใจวาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ด้านประชาสัมพันธ์บริษัทไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น จำกัด ​เปิดเผยว่า จะแถลงข่าวเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตที่ชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากภรรยาของนายบัณฑิตยังช็อก และยังทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามใดๆ ได้

ขณะที่ อาร์ตี้- ธนฉัตร ตุลยฉัตร พระเอกจากภาพยนตร์เรื่องบุญชู 9 และ อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเดินทางมาร่วมรับศพนายนายบัณฑิต ที่วัดมกุฎฯ ด้วยให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่ทราบว่า ผู้กำกับชื่อดังอาการไม่ค่อยดี ตนกำลังนั่งกินข้าวอยู่กับพ่อ ก็มีผู้ใหญ่โทรมาบอกว่า อาบัณฑิตป่วยหนักก็จะรีบกินและไปเยี่ยม แต่หลังจากนั้น 10 นาทีต่อมาก็มีคนโทรมาบอกว่า อาบัณฑิตเสียชีวิตแล้ว

” ใจหายครับ ทุกอย่างเกิดเร็วมาก ตอนนี้ก็ยัง งงอยู่ แต่ก็คิดว่า อาไปสบายแล้ว” ส่วนเรื่องหนังบุญชู 10 ที่กำลังจะเปิดกล้องกลางเดือนตุลาคนนี้นั้น อาร์ตี้ กล่าวว่า ถ้ายังมีการเปิดกล้องอยู่ ก็อยากบอกกับอาว่า ไม่ต้องกังวล ทีมงานทุกๆ คนจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่และจะสานต่อทุกอย่างให้ดีทีสุด

สำหรับ ประวัติของบัณฑิต ฤทธิ์ถกล เกิดเมื่อ พ.ศ. 2494 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทภาพยนตร์ชาวไทย มีผลงานที่มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ ด้วยเกล้า (2530) และภาพยนตร์ในชุด บุญชู ที่สร้างชื่อเสียงให้กับดาราคู่ขวัญ จินตหรา สุขพัฒน์ และสันติสุข พรหมศิริ ซึ่งมีการสร้างภาคต่อรวมทั้งสิ้น 5 ภาค (ภาพยนตร์เรื่องบุญชู มีภาค 1,2 แล้วข้ามไป 5,6,7,8 เลย เว้นภาค 3,4 ไว้ โดยระบุไว้ในภาค 5 ว่าทำไมจึงไม่มีภาค 3,4 นอกจากนี้ยังมีเรื่อง กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ หอหึๆ อนึ่งคิดถึงพอสังเขป เป็นต้น

บัณฑิต จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และอัสสัมชัญพานิช เมื่อ พ.ศ. 2514 จากนั้นเริ่มทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และเริ่มทำงานเขียนคอลัมน์วิจารณ์ภาพยนตร์ เขียนบทภาพยนตร์ และเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น โบตั๋น (2518), เสือภูเขา (2522), ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. (2525), ทอง ภาค 2 (2525)

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล มีผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก คือเรื่อง คาดเชือก เมื่อ พ.ศ. 2526 ออกฉายปี พ.ศ. 2527 นอกจากนี้ยัง ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองหลายรางวัล โดยผลงานภาพยนตร์เรื่องยาว 2 เรื่องล่าสุดของบัณฑิต คือ บุญชู 9 ไอเลิฟสระอู และ อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง ส่วนผลงานภาพยนตร์ชิ้นสุดท้ายจริง ๆ ของผู้กำกับชื่อดังรายนี้ได้แก่หนังสั้นเรื่องมหานคร ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในงานรวมภาพยนตร์สั้น 9 เรื่องชุดสวัสดีบางกอก ที่เพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา

ที่มา : มติชนออนไลน์

-----

ภาพ และ ข้อมูล จากที่มา.. http://www.gayterday.com/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2/

((ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ))

 

แจ้งลบข้อความนี้

15.10.2009 / 9:01 am
58.8.162.77
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 20

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ลุยถ่าย อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ลุยถ่าย "อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง" (ไฟว์สตาร์)

          ซุ่มเงียบกันอยู่นานกับภาพยนต์เรื่องราวความประทับใจของคำว่าเพื่อน เรื่องล่าสุดจากผู้กำกับมือเก๋าอย่างบัณฑิต ฤทธิ์ถกล โดยเลือก จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นโลเกชั่น หลังจากที่หายไปนาน ล่าสุด บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ขอประเดิมภาพยนต์เรื่องแรกในต้นปี ด้วยเรื่อง "อนึ่ง... คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง" โดยเป็นหนังเอาใจวัยรุ่น 

          "เรื่องนี้ได้วัยโจ๋มาร่วมเขียนบท เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่อง และบท เพื่อให้ "อนึ่ง...คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง" เป็นหนังแห่งความประทับใจของคำว่าเพื่อนและมิตรภาพ ที่หลายคนสัมผัสได้ ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมา" อาบัณฑิตกล่าว

          โดยแก่นของหนังเรื่องนี้ คือการคิดถึงโรงเรียนเก่า ความผูกพันที่ทุกคนมีต่อโรงเรียนที่ตัวเองจบออกมา ซึ่งเริ่มจากทีมงานรุ่นเล็กของผมเป็นพวกที่จบมัธยมมาแล้ว 2 ปีได้ กลิ่นมัธยมยังระอุอยู่ เพราะพวกเราอยากรู้ว่า เด็กสมัยนี้เขาอยู่ในโรงเรียนแล้วเป็นไงบ้าง เขาทำอะไรกันบ้าง ซึ่งน้องๆนักแสดงก็ช่วยคิดมุกในเรื่องให้อีกแรงด้วย

          สำหรับโลเกชั่นที่ใช้ในการถ่ายทำ ผู้กำกับคนเดิมบอกว่า ส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้โรงเรียนประตูชัยที่นั่นเป็นดรงเรียนในเรื่อง ส่วนปัญหาในการถ่ายทำก็ไม่ค่อยมี ยกเว้นช่วงปีนี้ที่จู่ๆ อากาศก็หนาวมาก แปลกมาก ขนาดที่ว่าต้องจุดกองไฟรอบๆ กองถ่ายกันเลย และที่สำคัญไม่มีใครรู้ว่าจะหนาว ก็เลยไม่มีใครเตรียมเสื้อผ้ามาจากกรุงเทพฯกัน ซึ่งทีมงานก็แก้ปัญหาด้วยการใช้ถ่านแล้วหากระเบื้องใส่วางรอบๆ กองถ่ายกลางสนามโรงเรียน เด็กๆ นักแสดงต้องเอาผ้ามาคลุมไว้ พอจะถ่ายค่อยเอาออก สั่นกันเป็นแถวเลย

          โดยภาพยนตร์เรื่อง อนึ่ง ...คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง จะเข้าฉายพร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์ วันที่12 มีนาคมนี้


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ไฟว์สตาร์

-----

ที่มาจาก.. http://hilight.kapook.com/view/34404
 

 

 

Attachment Files

 

แจ้งลบข้อความนี้

15.10.2009 / 9:05 am
58.8.162.77
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 21

ร่วมกันไว้อาลัย ''บัณฑิต ฤทธิ์ถกล''
2 ตุลาคม 2552 เวลา 11:57:59 น. View : 765  Post : 2


 

จากไปอย่างน่าเสียดายสำหรับ ผู้กำกับฯผู้สร้างตำนานบุญชู  ''บัณฑิต ฤทธิ์ถกล''   เนื่องจากเกิดอาการหัวใจวายกะทันหันในขณะที่ทำการฟอกเลือด หลังจากที่ป่วยเป็นโรคไตมานานหลายปี ณ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ด้วยวัย 58 ปี ท่ามกลางความเศร้าโศกของคนในวงการบันเทิง


สำหรับผลงานกำกับของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ที่ได้เคยฝากไว้ให้ได้ชมกันกว่า 28 เรื่อง อาทิ ''คาดเชือก'', ''มือเหนือเมฆ'', ''คนดีที่บ้านด่าน'', ''คู่วุ่นวัยหวาน'', ''ด้วยเกล้า'', ''ปัญญาชนก้นครัว'', ''บุญชูผู้น่ารัก'', ''บุญชู 2 น้องใหม่'', ''บุญชู 5 เนื้อหอม'', ''ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44'', ''โก๊ะจ๋าป่านะโก๊ะ'', ''บุญชู 6 โลกนี้ดีออก สุดสวย น่ารักน่าอยู่ ถ้าหงุ่ย'', ''เจาะเวลาหาโก๊ะ'', ''อนึ่งคิดถึงพอสังเขป'', ''บุญชู 7 รักเธอคนเดียวตลอดกาลใครอย่าแตะ'', ''กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้'', ''หอบรักมาห่มป่า'', ''บุญชู 8 เพื่อเธอ'', ''อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2'', ''สตางค์'', ''14 ตุลา สงครามประชาชน'', ''สาปเสือที่ลำน้ำกษัตริย์'', ''ชื่อชอบชวนหาเรื่อง'', ''อุกกาบาต'', ''พระ เสือ เด็ก ไก่ วอก'', ''ข่าวที่ไม่สำคัญ (My First Report)'', ''ภาพยนตร์สั้นในชุด แด่พระผู้ทรงธรรม'', ''บุญชู ไอ-เลิฟ-สระ-อู'' ฯลฯ


-----

ที่มาจาก.. http://www.siamdara.com/talkoftown.asp?IDT=44

((สยามดารา))

 

แจ้งลบข้อความนี้

15.10.2009 / 9:12 am
58.8.162.77
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 22

วันที่ 12 มีนาคม 2552

จำนวนคนอ่าน 1878 คน ส่งต่อให้ผู้อื่น ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ข่าวหน้านี้ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

หนังจอกว้าง - อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง

Bookmark and Share
 
 

คมชัดลึก :ดูเหมือนความสำเร็จของ “บุญชู ไอเลิฟ สระอู” ส่งผลให้ผู้กำกับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ในวัยเฉียดใกล้ 60 ปี กลับมาสร้างชื่อได้อีกครั้งด้วยการทำหนังวัยรุ่น

 

  และไม่ว่าค่ายหนังไฟว์สตาร์ต้นสังกัด หรืออาจจะเป็นตัวผู้กำกับเองที่มองเห็นโอกาส หรือไม่ก็พยายามเดินกลับไปทบทวนเส้นทางความสำเร็จของตัวเอง ด้วยการทำหนังอย่าง  “อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” ตามมาติดๆ (ฉายห่างจาก ‘บุญชู 9’ แค่ 7 เดือน) ในขณะที่ภาคแรก “อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป”  ออกฉายนานมาแล้วถึง 17 ปี (ภาคสองใช้ชื่อ “อนึ่งคิดถึงพอสังเขป รุ่น 2” ฉายเมื่อปี 2539) เราพอจะมองความสำเร็จของหนังชุด ‘บุญชู’ ที่ตกทอดมาถึงรุ่นลูกได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากเสน่ห์ของตัวละครชุดเดิม ที่กลับมาสืบต่อ-ส่งผ่าน ถ่ายโอนเรื่องราวไปยังลูกหลานของพวกเขา ในขณะที่หนังชุด ‘อนึ่งฯ’ ไม่ว่าจะภาคไหนก็ตาม คือการกลับมาเริ่มต้นเล่าเรื่องราวใหม่ๆ ตัวละครใหม่ๆ ที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงถึงภาคก่อนหน้าแม้แต่น้อย

 ใช่ว่าอาการต่อไม่ติดของหนังชุด ‘อนึ่งฯ’ ในแต่ละภาค จะกลายเป็นปัญหาสำหรับตัวหนัง แต่การเล่าเรื่องแบบกระจัดกระจาย มีตัวละครมากมาย หลากหลายคาแรกเตอร์ ผสมปนเปกันไป อีกทั้งแต่ละคนยังประสบพบเจอปัญหาสารพันให้ต้องแก้ มีเรื่องวุ่นวายให้ต้องเผชิญ มากบ้างน้อยบ้าง ทุกข์บ้าง สุขบ้าง คละเคล้ากันไป แต่ผู้กำกับสามารถจัดการเรื่องราวเหล่านี้ให้รวมเป็นองก์เดียวกันได้อย่างกลมกลืน ทุกมุกตลกที่สอดแทรกเข้ามาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แก่นสารอันว่าด้วยการก้าวพ้นชีวิตวัยรุ่นถูกขับเน้นอย่างโดดเด่นใน “อนึ่งคิดถึงพอสังเขป” จึงกลายเป็นงานชั้นดี ที่ไม่เพียงแค่เล่าเรื่องได้สนุกสนานมีสาระเท่านั้น หากแต่ศาสตร์ของภาษาหนังยังถูกนำมารับใช้แก่นของเรื่องได้อย่างลงตัว ถือเป็นงานพาณิชย์ศิลป์ที่น่าชมเชย โดยเฉพาะฉากเข็นรถสามล้อขึ้นสะพาน ที่ปรากฏขึ้นสามครั้ง ในต่างกรรม ต่างวาระ เป็นการใช้สัญลักษณ์ทางภาพเพื่อสื่อความหมายได้อย่างยอดเยี่ยม ชนิดที่ผู้ชมสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องผ่านการตีความอันซับซ้อน

 มาถึง “อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป รุ่น 2” แม้ศิลปะทางภาพยนตร์จะลดทอนลงไป แต่เนื้อหากลับเข้มข้น มีเส้นเรื่องที่ชัดเจน ทุกตัวละครมีอุปสรรคให้ร่วมกันฟันฝ่า มีจุดหมายปลายทางเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และถึงแม้จะไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดในหนังข้องเกี่ยวกับภาคแรกแม้แต่น้อย แต่หนังก็มีเสน่ห์และความสนุกสนานในตัวเองระดับหนึ่ง   

 ขณะที่ ‘อนึ่งฯ 3’ ในอีก 13 ปีต่อมาโดยใช้ชื่อว่า “อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” นั้น ยังคงไม่มีความเกี่ยวโยงจากสองภาคแรกเหมือนเคย แต่ยังพอมองเห็นร่องรอยของความพยายามนำวิธีการเล่าเรื่องจากสองภาคแรกมาใช้ในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นการย้อนกลับไปรำลึกความหลังสมัยเรียนมัธยมของตัวละครแบบภาคแรก

การใช้โครงสร้างของเรื่องราวในภาคที่สอง เมื่อให้ตัวละครสองกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันหันมาจับไม้ร่วมมือ ฟันฝ่าอุปสรรคร่วมกันในนาทีสุดท้าย...ผลลัพธ์ก็คือครึ่งแรกของ ‘อนึ่งฯ 3’ เป็นการฉายภาพชีวิตนักเรียนมัธยมในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนจบการศึกษาที่ไม่มีอะไรมากกว่าเล่นสนุกสนานเฮฮาไปวันๆ โดยโฟกัสไปที่เด็กสองกลุ่มตัวแทนของ สายวิทย์ และสายศิลป์ ที่ต่างเป็นไม้เบื่อไม้เมาจนกระทั่งแยกย้ายกันไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

และเมื่อวันหนึ่งได้ข่าวว่าโรงเรียนกำลังจะถูกทุบทิ้งเพื่อสร้างเป็นศูนย์การค้า เด็กทั้งสองกลุ่มจึงกลับมาที่โรงเรียนเพื่อรำลึกถึงความหลังเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันมาจับมือกันหาทางนำโรงเรียนของพวกเขากลับคืนมา

 เวลากว่าค่อนเรื่องของ “อนึ่ง คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง” หมดไปกับมุกตลกและแก๊กทั้งหลายมากมายประดามีที่ใช้ไปกับการเล่นหัว หยอกล้อ แกล้งกันตามประสาวัยรุ่น (ที่บางครั้งออกจะดูเชยไม่เข้ากับยุคสมัย) หนังเปิดเรื่องด้วยภาพความสนุกสนานของชีวิตนักเรียนมัธยม(ซึ่งยาวมากกกก) ก่อนจะฉายภาพเดิมซ้ำไป-มาอีกครั้ง ภายใต้บุคลิกที่เปลี่ยนไปของตัวละครที่เติบโตขึ้น เมื่อพวกเขากลับมาตั้งแคมป์นอนในโรงเรียนเพื่อรำลึกถึงความหลังก่อนจะถูกทุบทิ้ง...

‘อนึ่งฯ 3’ ยังพอหลงเหลือแก่นสารบางอย่างให้พอจับต้องได้ โดยเฉพาะประเด็นการรุกรานของระบบทุนนิยม แต่ขณะเดียวกันเส้นเรื่องในการนำไปสู่ประเด็นที่ว่านี้กลับบางเบา ไร้น้ำหนักและทิศทาง เพราะมัวแต่เสียเวลาไปกับการนำเสนอภาพความซนแก่นของเด็กๆ ในเรื่องที่มีมากกว่า 10 คน

แน่นอนว่าถ้าบทหนังไม่เฉียบคม กระจายน้ำหนักไปยังตัวละครแต่ละคนไม่เพียงพอ ปัญหาก็คือเราแทบจะจำตัวละครเหล่านั้นไม่ได้  และเมื่อเดินทางมาถึงฉากสำคัญ หนังก็แทบไม่มีพลังจูงใจให้ติดตามเรื่องราวต่อไป เพราะเพียงแตะปมปัญหาแค่ผิวเผิน อีกทั้งยังคาดหมายถึงบทสรุปได้ล่วงหน้า ในขณะที่การคลี่คลายสถานการณ์คับขันก็ง่ายเกินไปเสียจนไม่หลงเหลือความน่าเชื่อถือ จนทำให้ฉากจบของ ‘อนึ่งฯ 3’ นั้น ดูเชยเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นได้ใน พ.ศ. นี้

 ยุครุ่งเรืองของหนังวัยรุ่นประเภทกระโปรงบานขาสั้นกลับมาอีกแล้วครับ แต่ก็คงจะเป็นในแง่ของปริมาณซะมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงการแสวงหาพล็อตใหม่ๆ แทบไม่เกิดขึ้นเลยนอกจากแค่บอกเล่าเรื่องราวความรักและชีวิตสดใสในวัยเรียนไปวันๆ แม้ที่ผ่านมาจะมีหนังที่พยายามฉีกแนวออกไปบ้าง ด้วยการพูดถึงประเด็นของการค้นหาตัวเองอย่าง “ซีซั่นส์ เชนจ์ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” หรือหนังที่ให้น้ำหนักกับความรักในหลายรูปแบบผ่านตัวละครเอกที่เป็นเด็กมัธยมอย่าง “รักแห่งสยาม” ก็ตาม นอกเหนือจากนั้นล้วนเป็นหนังรักวัยรุ่นที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ทั้งในแง่ความแปลกใหม่หรือการให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระในแง่มุมต่างๆ และถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน บรรยากาศของหนังวัยรุ่นกระโปรงบานขาสั้นก็คล้ายกับในปัจจุบัน คือมากด้วยปริมาณ แต่น้อยต่อการเป็นที่จดจำ

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"

ชื่อเรื่อง : อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง
ผู้กำกับ-เขียนบท : บัณฑิต ฤทธิ์ถกล
นักแสดง : รัชวิน วงศ์วิริยะ, ทองเปาด์ ทองกำเหนิด, ธนฉัตร ตุลยฉัตร, ธวัชชัย เพ็ญภักดี, เกล้าแก้ว สินเทพดล, นาตาชา เบลค, ประจัญพล วงษ์ดนตรี, นิจชิตา จารุวัฒน์, วิกรม สิทธิพลากุล, วุฒิกานต์ เต็งวงษ์วัฒนะ, สมประสงค์ ศรีบัว, ธิบดินทร์ สันทัดค้า, พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, พิเชษฐ์ ประดับชนานุรัตน์
วันที่เข้าฉาย : 12 มีนาคม 2552

-----

จากที่มา.. http://www.komchadluek.net/detail/20090312/4816/หนังจอกว้าง-อนึ่งคิดถึงเป็นอย่างยิ่ง.html

 

แจ้งลบข้อความนี้

15.10.2009 / 9:15 am
58.8.162.77
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 23

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2552

จำนวนคนอ่าน 702 คน ส่งต่อให้ผู้อื่น ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ข่าวหน้านี้ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

'หนุ่ม' พร้อมนั่งแท่นผู้กำกับ'บุญชู10'

Bookmark and Share
 
 

คมชัดลึก :"หนุ่ม" สันติสุข พรมหมศิริ รับพร้อมกำกับหนัง "บุญชู 10" หากได้รับการโหวตจากนักแสดง ยินดีนั่งแท่นเป็นผู้กำกับ เพราะอยากสานฝันให้ผู้กำกับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล แจงปัญหาหนักใจ คือบทยังไม่เสร็จเรียบร้อย

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงพาณิชย์, ม. ศรีปทุม, Google เพื่อธุรกิจไทย ก้าวไกลสู่ตลาดโลกwww.Google.co.th/sme2009

 

 หลังจากผู้กำกับชื่อดัง บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เสียชีวิต ทำให้โครงการหนังเรื่อง "บุญชู 10" ชะงักลง แต่ล่าสุดมีข่าวแว่วๆ ว่าคนที่จะมากำกับ บุญชู 10 นั้น เป็นนักแสดงชื่อดัง "หนุ่ม" สันติสุข นั่นเอง เมื่อเจอตัว เลยถามไถ่ถึงประเด็นดังกล่าว ซึ่งได้รับการเปิดเผยดังนี้

 "จริงๆ แล้วนักแสดงทุกคน อยากจะให้ผลงานเรื่องสุดท้ายของพี่บัณฑิตเกิดขึ้น เพราะเราร่วมงานกันมานาน แล้วก็ไปร่วมกันทำบท แต่ตอนนี้เท่าที่ทราบ บทยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อยู่ในตัวที่พี่บัณฑิตทั้งหมด ยังไม่ได้แปลงออกมาเป็นตัวหนังสือ หรือว่าเป็นบทภาพยนตร์ ก็เป็นเรื่องที่หนักใจพอสมควร เพราะถ้าไม่มีบท ก็คงทำอะไรต่อไปไม่ได้  เพราะเท่าที่คุยกับอาบัณฑิตมาเป็นเรื่องมุกซะมากกว่า คงต้องอาศัยเวลา ต้องรอว่าจะมีบทพอมาทำอะไรกันได้ไหม ต้องมาประชุมอีกที ว่าเราจะทำบุญชู 10 ต่อดีไหม ใครจะเป็นคนทำ ใครจะเป็นคนกำกับ ใครจะเขียนบทเพิ่มขึ้น" หนุ่มกล่าว

  ส่วนใครจะเป็นฝ่ายประสานงานนั้น หนุ่มกล่าวว่าคงต้องเป็นบริษัท ไฟว์สตาร์ ส่วนใครจะมาเป็นคนดูจริงจัง ตอนนี้ก็ยังไม่ทราบ เพราะไม่ทราบบทจะมีพอให้ทำต่อได้หรือเปล่า

 "คงต้องรองานศพให้เสร็จไปก่อนสักพัก แล้วก็คงไปถามน้องส้ม ลูกพี่บัณฑิต เพราะพี่บัณฑิตอาจจะเก็บข้อมูลไว้ พอจะมาปะติดปะต่อ เพื่อเป็นข้อมูล ทุกคน ก็อยากจะทำ ไม่ใช่ผมคนเดียว คือทุกคนพร้อมที่จะเล่น ไม่ว่าพี่บัณฑิตจะอยู่หรือไม่อยู่ เล่นเพื่อเป็นสิ่งที่ระลึกให้พี่บัณฑิต  (ตัวพี่หนุ่มพร้อมเป็นผู้กำกับไหม) ผมว่าทุกคนที่เล่นบุญชูก็พร้อม เพราะทุกคนก็เป็นผู้กำกับกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น พี่เจี๊ยบ พี่อรุณ ซูโม่กิ๊ก พี่อิทธิสนุทร" ดาราชื่อดังแจกแจง พร้อมกับเสริมต่อ ว่าพร้อมที่จะกำกับได้  หากทุกคนมีความคิดเห็นตรงกัน หรือทุกคนโหวตให้กำกับ" หนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

-----

จากที่มา.. http://www.komchadluek.net/detail/20091008/31728/หนุ่มพร้อมนั่งแท่นผู้กำกับบุญชู10.html

 

แจ้งลบข้อความนี้

15.10.2009 / 9:17 am
58.8.162.77
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 24

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552

จำนวนคนอ่าน 1365 คน ส่งต่อให้ผู้อื่น ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ข่าวหน้านี้ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

'อนึ่ง...คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง' หนังวัยรุ่นยุคใหม่ ของ 'บัณฑิต'

Bookmark and Share
 
 

คมชัดลึก :เมื่อปลายปีที่แล้ว บัณฑิต ฤทธิ์ถกล เพิ่งจะประกาศเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อนึ่ง...คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง ผ่านไปได้ไม่กี่เดือน หนังเรื่องนี้ก็ถ่ายเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ภายในเวลา 3 เดือน เรียกว่าถ่ายทำเร็วที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลโปรโมชั่นล่าสุด จากทุกธนาคาร ประเมินผล Online ทันทีwww.silkspan.com

 

  ซึ่งครั้งนี้ ผู้กำกับดึงเอาดาราที่กำลังมาแรง และนักแสดงหน้าใหม่แกะกล่องมาร่วมงานเพียบ ไม่ว่าจะเป็น "ก้อย" รัชวิน วงศ์วิริยะ ที่ได้ร่วมงานกับค่ายไฟว์สตาร์เป็นครั้งแรก รวมไปถึง นะโม ทองกำเนิด "อาร์ตี้" ธนฉัตร ตุลยฉัตร "บอย" ธวัชชัย เพ็ญภักดี "จีน" เกล้าแก้ว สินเทพดล "เบลล์" นาตาชา เบลคไมค ประจัญพล วงษ์ดนตรี "นาว" นิจชิตา จารุวัฒน์ "วิน" วิกรม สิทธิพลากุล "อาร์ม" วุฒิกานต์ เต็งวงษ์วัฒนะ ฯลฯ

 ผู้กำกับมือเก๋าเผยว่า เหตุที่เลือกนักแสดงหน้าใหม่มาร่วมงานนั้น เพราะหนังต้องการพูดถึงชีวิตนักเรียน เลยอยากได้นักแสดงวัยรุ่นหน้าใสๆ มาร่วมงานน เพื่อจะได้ดูเป็นนักเรียน พร้อมกันนี้ยังชมเปาะนักแสดงทุกคนมีความสดใส น่ารัก และแสดงดีทุกคน โดยเฉพาะ ก้อย ที่นอกจากสวยแล้ว ความสามารถยังเต็มเปี่ยม อุ้ย...เล่นเอาสาวก้อยยิ้มแก้มปริกันเลย

 ติดตาม อนึ่ง...คิดถึงเป็นอย่างยิ่ง ได้ ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ ณ โรงภาพยนตร์

-----

จากที่มา.. http://www.komchadluek.net/detail/20090227/2948/อนึ่ง...คิดถึงเป็นอย่างยิ่งหนังวัยรุ่นยุคใหม่ของบัณฑิต.html

 

แจ้งลบข้อความนี้

15.10.2009 / 9:22 am
58.8.162.77
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 25

วิจารณ์หนังสนุก  

 
 
\"\"
 
Movie Review :
วิจารณ์หนัง บุญชู ไอเลิฟสระอู

\"บุญชู
ภาพประกอบหนัง
บุญชู ไอเลิฟสระอู
ผมอดใจไม่ไหวจริงๆ ที่จะไม่เขียนวิจารณ์เรื่อง บุญชู ไอเลิฟสระอู เรื่องนี้ เหตุผลนะเหรอครับ อยากฟังเหรอ เล่ายาวนะ ก่อนอื่นบอกตามตรงอย่างไม่เกรงใจเลยครับ ในเรื่องบุญชูทั้ง 8 ภาคที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยได้ดูเลยแม้แต่ภาคเดียว ไม่ใช่เกิด ไม่ทันหรอกนะครับ เป็นเพราะว่าช่วงนั้น ผมไม่รู้ว่าไปทำอะไรอยู่ นั่นคือเหตุผลประการสำคัญที่ทำให้ผมไม่กล้าเขียนวิจารณ์เรื่องนี้

อีกอย่างทราบมาว่า ภาพยนตร์เรื่อง บุญชู เป็นภาพยนตร์ ในตำนาน ที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย และก็มีแฟนคลับของเรื่องนี้หนาแน่นมาก เดี๋ยวเขียนอะไรไม่ดีออกไปจะถูกต่อว่าเอาได้ แล้วผมก็ต้องรีบไปหาภาคเก่าๆ มาดูจนครบ ดูหมดแล้วก็เลยขอสมัครเป็นแฟนคลับของบุญชูอีกคน

หลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงแล้ว บอกได้เลยว่า สนุกดี ชอบ แล้วก็กลับไปดูมาอีก 2 รอบรวมเป็น 3 รอบแล้วครับ เอาเป็นว่าผมจะวิจารณ์ตามความรู้สึกของคนดูหนังคนหนึ่งก็แล้วกันนะครับ จะผิดจะถูกก็ว่าไปตามนั้นก็แล้วกัน เพราะว่าถ้าผมไม่คุยถึงหนังเรื่องนี้แล้วผมกลัวว่า น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ที่เป็นผู้กำกับเรื่องนี้ อายุท่านใกล้จะ 60 ปีแล้ว แต่มากำกับหนังวัยรุ่นได้ยอดเยี่ยมมากครับ สมกับเป็นปรมาจารย์ที่คนในวงการยกย่องจริงๆ ครับ ตัวหนังเน้นไปที่เด็กมัธยมปลาย-มหาวิทยาลัยตอนต้นและคนวัยทำงาน

ตัวแสดงในเรื่องนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 รุ่น คือรุ่นพ่อแม่ กับ รุ่นลูกๆ แล้วแต่ละรุ่นก็ไม่ใช่มีแค่คนหรือสองคน แต่มีถึงรุ่นละ 5 คนเป็นอย่างต่ำแต่อาบัณฑิตก็สามารถกระจายบทให้ทุกคนได้อย่างลงตัว ไม่มีใครมีบทเด่นเกินใคร บทของทุกคนสำคัญเท่ากันหมด แม้แต่บทเล็กๆ อย่างเด็กผู้หญิง 2 คนที่อยู่กับ พิมพร ก็ยังมีส่วนสำคัญของเรื่องเท่าๆ กัน บางช่วงตัวภาพยนตร์จะมีลักษณะเหมือนการเล่าเรื่องผ่านบทเพลง ที่มีคุณ แอ๊ด คาราบาว มาเป็นผู้เล่า แต่ก็ดูดีนะครับไม่ขัดหูขัดตากลมกลืนกับเรื่องได้ดี การตัดต่อดีและเรียงลำดับดี ถ่ายภาพสวยครับ

ส่วนนักแสดงรุ่นพ่อแม่ (บุญชู+โมลี และเพื่อนของบุญชู) ไม่ต้องพูดถึงทุกคนแสดงได้ดีมากจริงๆ มุขตลกกระจาย แถมเป็นมุขที่ดี มุขสะอาด มุขไม่หยาบ อาบัณฑิตเคยให้สัมภาษณ์ว่า มุขของหนังเรื่องนี้ เป็นมุขที่คิดขึ้นมาทั้งหมด ไม่ใช่มุขแสดงสดๆ อย่างหนังตลกทั่วไป โดยเฉพาะแก๊งซูโม่ แค่เห็นหน้าก็ขำแล้ว

เพราะว่าพวกเขาเป็นตลกอาชีพจริงๆ ถึงแม้เรื่องนี้จะนำมุขเก่าๆ จากภาคก่อนๆ มาเล่นดัดแปลงบ้างเล็กน้อยตามยุคสมัย แต่ผมว่ามันก็เป็นคาแร็คเตอร์ประจำตัวของแต่ละคนไป ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศเก่าๆ จากภาคเดิมๆ ด้วย แฟนรุ่นเก่าเมื่อเห็นหน้าผองเพื่อนของบุญชู ก็จะทำให้หายคิดถึงได้บ้าง ส่วนแฟนรุ่นใหม่ ก็จะได้ทำความรู้จักกับตัวละครเหล่านี้ไว้ ถ้ามีโอกาสทำภาคต่อจะได้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

การแสดงในรุ่นลูก ถึงแม้ว่าการแสดงจะยังสู้รุ่นใหญ่ๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะฉากที่เข้าไปในบ้านยายทองหยิบ แสดงอาการการกลัวผีได้ไม่เนียนนัก ดูแล้วเหมือนแกล้งกลัวมากกว่า ไม่ได้เป็นความกลัวที่มาจากความรู้สึกจริงๆ ยิ่งน้องที่แสดงเป็น แอ่น (ซาร่า AF3) ก็ทำให้รู้สึกว่า หลอกเพื่อนๆ เล่น ไม่มีผีอะไรในบ้านหลังนี้หรอก

แต่โดยรวมๆทั้งเรื่องแล้วทุกคนก็ตั้งใจเล่นได้ดีครับ โดยเฉพาะตัว บุญโชค ที่ ได้น้อง อาร์ตี้ (ธนฉัตร ตุลยฉัตร) มาเล่น ผมว่าน้องเขาเล่นดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียวนะครับ (แค่เรื่องแรก) นี่ถ้าเอาพระเอกอีกคนที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะมาเล่นในบทบุญโชค ผมว่าคงสู้น้องอาร์ตี้ไม่ได้ เพราะพระเอกคนนั้นหน้าออกไปทางฝรั่งเกินไป น้องอาร์ตี้นี่แหละเหมาะที่สุดแล้วครับที่มาเป็น บุญโชค เพราะดูแล้วถอดแบบมาจากบุญชูเปี๊ยบเลย

\"บุญชู
ภาพประกอบหนัง
บุญชู ไอเลิฟสระอู
เรื่องเพลงประกอบดีนะครับ เพลงประกอบเพราะดี ทั้งบทเพลงที่คุณแอ๊ด คาราบาวร้อง รวมถึงเพลงประกอบอีกประมาณ 3 เพลงในเรื่อง โดยเฉพาะเพลง รางวัลแด่คนช่างฝัน ที่เอามาทำใหม่ ซึ่งก็ทำได้ไพเราะจริงๆ ครับ ชอบมาก (เห็นบอกว่าที่นำเพลงนี้มาใส่ไว้ในหนังเรื่องนี้ด้วยเพราะว่า เป็นการร่วมรำลึกถึงคุณ จรัญ มโนเพชร (เสียชีวิตไปแล้ว) ที่เคยทำเพลงประกอบหนังให้อาบัณฑิตมาหลายเรื่องแล้ว ส่วนในบุญชูภาค 9 นี้ ได้คุณแอ๊ด คาราบาวมาทำเพลงให้แทน)

แต่ยังมีจุดที่ผมไม่ค่อยชอบอยู่เล็กๆ นะครับ อย่างเช่น คำพูดของแม่บ้านในเรื่อง ตอนที่พวกบุญโชคบุกเข้าไปถึงที่พักพิมพร แม่บ้านไม่น่าพูดอย่างนั้นเลย เหมือนรู้เห็นเป็นใจให้คนทำผิด ถึงแม้ว่าความผิดนั้นจะเป็นเรื่องที่น่าสงสารก็เถอะ น่าจะแนะนำหาทางช่วยกันแก้ไขจะดูดีมากกว่า

อีกช่วงหนึ่งคือตอนที่ให้เด็กเล็ก 2 คนแต่งชุดนักเรียน(พวกมิจฉาชีพ) ไปหลอกขอเงินบริจาคในห้าง พอดูเรื่องนี้แล้ว ในชีวิตจริงๆ ถ้าเกิดเราไปเดินห้างแล้วเจอเด็กนักเรียนแขวนกล่องรับบริจาคที่เข้ามาขอเงินจาคเราในลักษณะนี้ เราจะฉุกคิดทันทีว่า เป็นพวกเด็กหลอกลวงหรือเปล่า ทำให้เรา อาจจะไม่กล้าให้เงินบริจาคตรงนั้นไป

ฉากงง ตอนที่ ปพาฬ ไปแขวนรูปคุณยายทองหยิบ แล้วลื่นผ้าเช็ดพื้นตกลงมาพร้อมกรอบรูปไหลมาตามบันได ทั้งๆ ที่เป็นบันไดหักศอกแท้ๆ แต่สามารถไหลลงมาถึงด้านล่างได้ ไหลลงมาได้ไง งงจริงๆ แต่คิดไปคิดมา อ้อ มันเป็นหนังตลก ทำให้ฮาเฉยๆ ฉากนี้ก็เลยผ่านความคิดไป

ฉากน่าเบื่อ ตอนใกล้จบวิ่งไล่กันในโกดัง นานมากนานจริงๆ วิ่งไปวิ่งมาเดาถูกว่าจะเกิดอะไรบ้างในนั้น แต่ถึงนานก็ยังดูสนุกดี ก็เป็นแง่มุมเล็กๆ เท่านั้นที่ผมคิดถึง แต่โดยรวมของหนังแล้วดีมากครับ หนังบุญชู ยังคงสไตล์ ความใสซื่อของเด็กบ้านนอกเข้ากรุง แม้เวลาจะเปลี่ยนไป ความนึกคิดต่างๆ ของคนเปลี่ยนไป ความเจริญเข้ามาแทนที่ แต่จิตใจของบุญชู,โมลีและเหล่าเพื่อนๆ ของเขา รวมทั้งรุ่นลูกๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงยังคงรักษาความดีเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงหรือต่างจังหวัด ในส่วนของฉากจบก็ทิ้งท้ายไว้ได้อย่างดี บอกเป็นนัยๆ ว่าเตรียมตัวดูภาคต่อได้เลย มีแน่ๆ

ภาพยนตร์ที่ผมคิดว่าจะเป็นตำนานได้นั้น น่าจะต้องเป็นภาพยนตร์ที่ ดีทั้งข้างนอก และ ดีทั้งข้างใน ดีข้างในก็หมายถึง ผู้กำกับกำกับดี บทภาพยนตร์ดี นักแสดงแสดงได้ดี สิ่งที่ต้องการนำเสนอดี สิ่งที่ต้องการสื่อออกมาเข้าใจ ภาพรวมของภาพยนตร์ดี ดีข้างนอก หมายถึง คนดูหนังเรื่องนั้นๆ

เมื่อดูหนังจบออกมาจากโรงภาพยนตร์แล้ว ยิ้ม อมยิ้ม หัวเราะ ดูแล้วมีความสุข เป็นภาพยนตร์ที่มีการกล่าวขานในด้านบวกเป็นจำนวนมากกว่าลบ ภาพยนตร์ที่ทำรายได้ทั้งเงินและรางวัล ถ้าคุณสมบัติของ "ภาพยนตร์ไทยในตำนาน" มีแค่นี้ ผมว่าภาพยนตร์เรื่อง บุญชู ก็สมควรได้รับตำแหน่งนี้ไปเลยครับ...


วิจารณ์ โดย TCK



 


 

 

จากที่มา.. http://movie.sanook.com/review/review_14625.php

 

แจ้งลบข้อความนี้

15.10.2009 / 9:26 am
58.8.162.77
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 26

แด่คนดี ศรี"บัณฑิต ฤทธิ์ถกล"




ทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้กำกับภาพยนตร์ไทยท่านนี้
คุณบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ช่วงบ่ายวันที่ 1 ตุลาคม 2552
ขอถือโอกาสแสดงคารวะในฐานะผู้ที่มีโอกาสได้ดูผลงานของคุณบัณฑิต
แม้จะไม่ใช่ทุกเรื่องก็ตาม

คุณบัณฑิตไม่ใช่นักสร้างหนังอลังการ์ยิ่งใหญ่แบบมหากาพย์เอพิค
ไม่ใช่นักสร้างหนังเพื่อชีวิตของคนชั้นล่่าง
ไม่ใช่นักสร้างหนังแนวอาร์ตๆที่ส่งเข้าประกวดเทศกาลหนังนานาชาติ
แต่หนังของคุณบัณฑิตสอดแทรกแง่คิด
สาระที่สะท้อนอารมณ์ มุมมองและโลกทัศน์ของคนทำหนังคนหนึ่ง
ที่หวังจะให้เนื้อหนังเรื่องๆนั้นได้บ่งหนามที่ยอกอยู่ในใจคนดูออกได้บ้าง

ผลงานของคุณบัณฑิตที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุด
เห็นจะหนีไม่พ้น ซีรีส์ชุด "บุญชู" ที่มีตั้งหลายตอน
หนังตลกๆที่เห็นวิวัฒนาการของหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งที่เข้ามาแสวงหาชีวิตในเมืองหลวง
กูรูได้ดูเป็นบางตอน ก็เห็นแก๊กขำๆเปิ่นเท้อที่คนกรุงมองคนบ้านนอกอย่างบุญชูว่า
เป็นคนชายขอบ(กรุง)เสียจริง
แต่ด้วยการมองโลกในแง่บวกของคนสร้าง
คาแรคเตอร์อย่าง"บุญชู" จึงดูใสซื่อ บริสุทธิ์ จับจิตจับใจและจดจำได้
เสมือนเป็นสะพานทอดสู่ความเข้าใจระหว่างเมืองกรุงกับชนบท
ก้อไม่ใช่อื่นไกล ญาติมิตรเคียงเรือนกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม
โชคดีที่ได้ดูหนังของคุณบัณฑิตอีกหลายเรื่องที่ค่อนข้างซีเรียสด้วยเนื้อหาและบทสะท้อนสังคม
อย่างเข่น "คนดีที่บ้านด่าน" กล่าวถึงการออกค่ายอาสาของนักศึกษา
ที่ต้องผจญกับอิทธิพลมืดในถิ่นกันดาร
จนเกิดโศกนาฎกรรมการสูญเสียชีวิตนักศึกษาไป
ยังจำเสียงเพลงร้องขับขาน “เป็นคนดีที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นคนดีที่แท้จริง”

“ด้วยเกล้า”
จากเมล็ดข้าวไม่กี่หยิบมือที่เก็บได้ในพิธีแรกนาขวัญ ท้องสนามหลวง
กลายเป็นจุดบันดาลใจให้ชาวนาคนหนึ่งมุ่งมั่นปลูกข้าวเลี้ยงคนและครอบครัว
แต่ยิ่งปลูกก็ยิ่งจน ภัยธรรมชาติที่โถมกระหน่ำ หนี้สินพะรุงพะรัง จนต้องขายข้าวที่ถูกกดราคาไป
ท้ายสุดก็ต้องหันไปปลูกพืชเกษตรอย่างอื่น
เหลือทิ้งเพียงแปลงนาข้าวทดลองให้เตือนระลึกถึงความตั้งใจครั้งเก่าก่อน
นี่คือชะตากรรมของชาวนาไทยที่เป็นมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว
จรัล มโนเพ็ชร แสดงฝีมือจนสุดชีวิตจริงๆ
เป็นหนังไทยเรื่องหนึ่งที่มักจะฉาบซ้ำช่วงวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาคม
และกูรูก็ดูซ้ำแทบทุกปี

"ส.อ.ว.ห้อง 2 รุ่น 44 (2533)"
ชื่อหนังแสนยาวเรื่องนี้มาจากคำเฉลยของนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่ง
ที่จบจากห้องเรียนเดียวกัน ต่างเติบโต ก้าวหน้าไปตามวิถีทางต่างๆ
บ้างก็ประสบเคราห์กรรมจากการถูกทำร้ายจากเพศบุรุษ
บ้างก็ทำตัวเป็นนายหน้าค้าเพศเสียเอง
ขณะที่นางเอกของเราเป็นนักข่าวที่ทำทุกวิถีทาง
เพื่อเปิดโปงความเลวร้ายในสังคม
จนในที่สุดก็ต้องยอมเสียเพื่อนร่วมห้องเดียวกันไป
เป็นภาพยนตร์ไทยไม่กี่เรื่อง
ที่สามารถใส่ความเนียนของการต่อสู้สิทธิสตรีลงไปโดยไม่ยัดเยียด

"14 ตุลา สงครามประชาชน"
เรื่องนี้บอกชัดๆว่าเป็นหนังเกี่ยวกับการเมือง
ดัดแปลงจากผลงานของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในหนังสือ "คนล่าจันทร์"
บอกเล่าชีวประวัติของผู้เขียนกับเหล่าสหายที่ถูกกาลเวลาชะล้างบาดแผลจนแห้งดีแล้ว
ค่อยเล่าย้อนรำลึกถึงบริบทในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จากนาครสู่วนา
จากความเชื่อมั่นในอุดมการณ์สู่การล้มละลายแห่งศรัทธา
แม้ไม่ประสบความสำเร็จดังที่หวัง
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับการเก็บเล่าไว้ในหอบันทึกประวัติศาสตร์
ครั้งหนึ่ง วันเวลาของคนหนุ่มสาวได้พลัดหายไปไปกับพายุร้าย
เมื่อฟ้าโล่งลมสงบ ค่อยกลับออกมาเก็บเศษเสี้ยวชีวิตที่เหลือใหม่

ส่วนเรื่องอื่นๆ ให้เพื่อนที่ได้ดูผลงานผู้กำกับท่านนี้ออกมาเล่าบ้าง

ท้ายสุด ขอคารวะแด่ร่างที่จากไปอีกหนด้วยเพลง "คนดีที่บ้านด่าน"

เป็นคนดีที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นคนดีที่แท้จริง
เป็นคนดี เป็นคนดี เป็นคนดี ตลอดไป

-----

ข้อมูลและภาพจาก.. http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rungplob&month=01-10-2009&group=1&gblog=103

((ขอบพระคุณมากครับ))

 

แจ้งลบข้อความนี้

21.10.2009 / 9:26 pm
58.8.164.177
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 27

**มีลูกค้าหลายๆท่าน  โทรเข้ามาหาผมและถามเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับอาบัณฑิต  รวมถึงหนังที่น่าดูจากฝีมือการกำกับฯของอาบัณฑิต..ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ?  เท่าที่คุยกับลูกค้าเกิน 20 คนในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา  คนส่วนใหญ่อายุไม่ถึง 30 ปี จะรู้จักอาบัณฑิตก็แค่หนังเรื่อง "บุญชู"  แถมบางคนยังรู้จักแต่ "ชื่อหนัง"  แต่ไม่เคยดูหนัง ?! 

มีน้อยคนมากๆที่จะรู้จักลงลึกไปกว่านั้น  อย่างเก่งก็มาจบการรู้จักแค่เรื่อง "สตางค์" หรือเต็มที่ก็บอกเคยได้ยินเรื่อง "อนึ่งฯ"  แต่ไม่ว่าจะรู้จักอามากน้อยแค่ไหน  ผมก็ยังรู้สึกดี และ ยินดีที่วันนี้ลูกค้าเหล่านี้ก็กำลังเปิดใจที่จะอยากดู อยากรู้จักหนังของยอดผู้กำกับฯคนนี้มากขึ้น  แม้อาจเป็นวันที่เขาลาลับจากโลกใบนี้ไปแล้ว !

ผมพูดประโยคซ้ำๆ  บอกกับลูกค้าทุกคนไปเหมือนๆกันว่า  อยากดูหนังดีของอาบัณฑิต  ต้องดู "ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44"  ตามด้วย "กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้" , "คู่วุ่นวัยหวาน" , "คาดเชือก"  และอีกเรื่องที่สำคัญที่ใจเป็นพิเศษคือเรื่อง "ด้วยเกล้า" ที่ไม่ใช่ว่าดูเพราะเป็น "หนังดี" แต่ควรดูเพราะหากเป็น "คนไทย"

และ รักในหลวง

-----

**อยากสอบถาม สั่งซื้อ หรือ เลือกดูรายละเอียดของสินค้าทั้ง หนังไทย และ เพลงไทย   กรุณากดลิ้งค์ไปหน้าเว็บร้าน "อาหารหู" (ร้านสำหรับคนรักเพลงไทย - หนังไทย)   www.rharnhoo.com     หรือโทร 085 329 6996   (ได้ตลอด 24 ช.ม. ไม่มีวันหยุด)

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

17.09.2010 / 3:59 pm
124.120.10.22
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 28

**อยากสอบถาม สั่งซื้อ หรือ เลือกดูรายละเอียดของสินค้าทั้ง หนังไทย และ เพลงไทย   กรุณากดลิ้งค์ไปหน้าเว็บร้าน "อาหารหู" (ร้านสำหรับคนรักเพลงไทย - หนังไทย)   www.rharnhoo.com  แล้วกดเข้าไปที่ช่อง สั่งซื้อ กรอกข้อมูลทุกอย่างลงในนั้น    หรือโทร 085 329 6996   (ได้ตลอด 24 ช.ม. ไม่มีวันหยุด)

 

แจ้งลบข้อความนี้

28.09.2010 / 10:36 pm
58.8.107.233
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 29

**อยากสอบถาม สั่งซื้อ หรือ เลือกดูรายละเอียดของสินค้าทั้ง หนังไทย , เพลงไทย และ สินค้าอื่นๆ   กรุณากดลิ้งค์ไปหน้าเว็บร้าน "อาหารหู" (ร้านสำหรับคนรักเพลงไทย - หนังไทย)   www.arharnhoou.com     แล้วกดเข้าไปที่ช่อง สั่งซื้อ เขียนสินค้าที่อยากได้ลงในนั้น และ อย่าลืมแจ้งหมายเลขโทรกลับด้วยครับ   หรือหากไม่สะดวกใช้อินเตอร์เน็ต ก็โทร 085 329 6996   (ได้ตลอด 24 ช.ม. ไม่มีวันหยุด) จะทราบราคา และ รายละเอียดของสินค้าทันที

-----

หมายเหตุ : ร้านอาหารหู ได้เปลี่ยนชื่อเว็บไซต์จากเดิม www.rharnhoo.com  ไปเป็น  www.arharnhoou.com  โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2553 เป็นต้นไป

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

05.03.2011 / 8:21 am
115.87.234.216
By: ชัชศนันท์ภา
ความคิดเห็นที่ 30

**อยากสอบถาม สั่งซื้อ หรือ เลือกดูรายละเอียดของสินค้าทั้ง หนังไทย , เพลงไทย และ สินค้าอื่นๆ   กรุณากดลิ้งค์ไปหน้าเว็บร้าน "อาหารหู" (ร้านสำหรับคนรักเพลงไทย - หนังไทย)   www.arharnhoou.com     แล้วกดเข้าไปที่ช่อง สั่งซื้อ เขียนสินค้าที่อยากได้ลงในนั้น และ อย่าลืมแจ้งหมายเลขโทรกลับด้วยครับ   หรือหากไม่สะดวกใช้อินเตอร์เน็ต ก็โทร 085 329 6996   (ได้ตลอด 24 ช.ม. ไม่มีวันหยุด) จะทราบราคา และ รายละเอียดของสินค้าทันที

 

แจ้งลบข้อความนี้

25.03.2011 / 2:45 pm
124.122.97.110
By: ชัชศนันท์ภา
ความคิดเห็นที่ 31

**อยากสอบถาม , พูดคุย , ขอคำแนะนำ , สั่งซื้อ หรือ เลือกดูรายละเอียดของสินค้าทั้ง หนังไทย ,  เพลงไทย (ใหม่ และ มือสอง)  และสินค้าอื่นๆ เช่น ใบปิดหนังไทย , หนังสือเกี่ยวกับหนังไทย ,  กรุณากดลิ้งค์ไปหน้าเว็บร้าน "อาหารหู" www.arharnhoou.com (ร้านสำหรับคนรักเพลงไทย - หนังไทย)    แล้วกดเข้าไปที่ช่อง สั่งซื้อ  กรอกสินค้าที่ท่านต้องการทุกอย่างลงในนั้น..   

..หากไม่ถนัดใช้อินเตอร์เน็ต    ท่านก็สามารถโทรสอบถาม และ สั่งซื้อได้ทุกวัน ตลอด 24 ช.ม. ที่เบอร์ 085 329 6996  ท่านจะทราบรายละเอียดและราคาของสินค้าแต่ละประเภททันที

เราจะไม่แจ้งรายละเอียด และ ราคาของสินค้าลงในเว็บบอร์ด   เว็บบอร์ดขอสงวนไว้เป็นที่พูดคุย หรือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันเท่านั้นค่ะ

ขอขอบพระคุณทุกท่าน

 

 

แจ้งลบข้อความนี้

23.04.2011 / 10:17 pm
49.48.64.129
By: บอยด์ ฅนศิลป์
ความคิดเห็นที่ 32

แสนอาลัย ...... อาบัณฑิต .. ผู้กำกับ ฯ 

แสนลาลับ ..... อาบัณฑิต .. ผู้ยิ่งใหญ่

แสนเสียดาย .. อาบัณฑิต .. ผู้จากไป

แสนอาลัย ..... อาบัณฑิต .. ผู้ใจงาม 

 

แจ้งลบข้อความนี้

11.05.2011 / 2:43 pm
124.122.136.180
By: ป๊อก - อาหารหู
ความคิดเห็นที่ 33

"คนดีที่บ้านด่าน"  ยังไม่มีจำหน่ายนะครับ

 

แจ้งลบข้อความนี้

16.11.2011 / 2:26 pm
222.185.123.44
By: fake watches
ความคิดเห็นที่ 34

  In this modern and fashionable society, people are pursuing for replica 

watches cool, unique, stylish and innovative. Whether it is watch replica 

or fashion accessories all means a lot for modern society of today. Same 

is the case with trendy looking replica designer watches. When these are 

cheapest replica watches, the excitement just gets doubled. Most chic 

looking high quality replica watches are in fashion now. These are one 

of the favorite fashion accessories for men and women long time ago. If 

you have not yet tried rolex watches for women, it's time to own one and 

feel the difference it can make to your personality. These are just 

brilliant and fabulous cartier replica watches. They are most iconic and 

can provide you with a new feeling and enhance confidence. The quality 

of replica tag heuer watches is just superior to what you have dreamt of. 

Today owning a new and trendy looking replica bvlgari watches are not only 

meant for the wealthy people. These are now made luxurious and affordable 

replica watches to reach out to every budget and range. You can just enjoy 

them by ordering replica designer watches online where you get the 

complete satisfaction and genuine quality at best possible rates. The 

finish, quality and designs you get from cheapest replica watches are 

really astonishing and you will love them all. Different styles and 

designs of high quality replica watches are now available to make your 

wrist beautiful. You can choose from the wide variety of rolex watches 

for women by comparing lots of perfect and stunning pieces. These buy rolex 

watches would be nice investments for you in long term. These replica 

cartier watches are brilliant and prove to be wonderful for you while it 

makes you stand out of the crowd. The dashing and extraordinary tag heuer 

replica watches you get will attract every eye in a crowd and makes you 

feel more confident. If you are not having moncler jackets on sale yet, 

check them out and own them now as were not so affordable ever before. 

You will not miss them out. Be it Christmas or Valentine's Day or any other 

special day that you would like to celebrate, a moncler coats for sale 

gift would be just perfect for any occasion. Many people think of the 

perfect moncler down coats to purchase for their loved ones. Even if you 

shop for your special occasion at the last moment, you are sure to find 

something nice at moncler online shop.

 

แจ้งลบข้อความนี้

21.11.2011 / 1:26 pm
222.185.123.43
By: cheap Ugg Boots
ความคิดเห็นที่ 35

 In this modern and fashionable society, people are pursuing for ugg boots australia sale uk cool, unique, stylish and innovative. Whether it is ugg australia boots or fashion accessories all means a lot for modern society of today. Same is the case with trendy looking uggs australia uk. When these are australia ugg boots, the excitement just gets doubled. Most chic looking UGG Classic Tall Boots are in fashion now. These are one of the favorite fashion accessories for men and women long time ago. If you have not yet tried UGG Ultra Tall Boots, it's time to own one and feel the difference it can make to your personality. These are just brilliant and fabulous cheap Ugg Boots. They are most iconic and can provide you with a new feeling and enhance confidence. The quality of ugg boot sale is just superior to what you have dreamt of. Today owning a new and trendy looking australia ugg boots sale uk are not only meant for the wealthy people. These are now made luxurious and affordable cheap ugg boots australia to reach out to every budget and range. You can just enjoy them by ordering UGG Classic Short Boots online where you get the complete satisfaction and genuine quality at best possible rates. The finish, quality and designs you get from UGG Sundance II Boots are really astonishing and you will love them all. Different styles and designs of GHD straighteners are now available to make your wrist beautiful. You can choose from the wide variety of GHD hair straighteners by comparing lots of perfect and stunning pieces. These cheap GHD Straighteners would be nice investments for you in long term.

 

แจ้งลบข้อความนี้

02.12.2011 / 2:36 pm
222.185.123.46
By: cheap moncler
ความคิดเห็นที่ 36

In this modern and fashionable society, people are pursuing for cheap moncler cool, unique, stylish and innovative. Whether it is moncler outlet uk or fashion accessories all means a lot for modern society of today. Same is the case with trendy looking moncler outlet.

 

แจ้งลบข้อความนี้

13.01.2012 / 8:55 am
112.216.171.238
By: nsrdr
ความคิดเห็นที่ 37

 Cheap Oakley Sunglasses You'll find the latest age connected with thrive situations with males vogue. cheap ray ban sunglasses A full number connected with active models at the moment are making an investment big amounts with menswear; Oakley Sunglasses Outlet an essential league choice while using idea that your creation connected with a lot of cheap raybans adult males with South america, louis vuitton handbags Paris, The indian subcontinent in addition to China and taiwan burberry scarf promotes usually are on the verge of expend substantial amounts with developing right gentlemanly wardrobes. This signals usually are abundantly distinct -- cheap louis vuitton handbags, this the planet's main extravagance conglomerate -- burberry cashmere scarf will probably introduction this tony shoemaker burberry scarf sale to be a thoroughly fledged males model with 10 days to weeks time in Venice; burberry scarves though it is main competing pink burberry scarf done this exchange connected with credited Italian language tailor Brioni that full week, cheap lv handbags ushering within a completely new age that few days from the Milan menswear runway year.

 

แจ้งลบข้อความนี้

04.07.2012 / 9:27 am
61.219.35.132
By: cheap sunglasses
ความคิดเห็นที่ 38

 And also cheap sunglasses the particular PRI recaptured the particular governorships of the reports regarding Jalisco and also Chiapas, the two which this missing more than a several years back, this apparently missing discount designer sunglasses, Lopez Obrador\'s house express, for you to Democratic Emerging trend. The particular leftist party as well won the particular governor\'s species throughout Morelos, simply southern region regarding designer sunglasses sale Urban center.

 

Attachment Files

0

 

แจ้งลบข้อความนี้

01.08.2012 / 10:20 pm
27.159.227.92
By: Coach Outlet
ความคิดเห็นที่ 39

With the come-from-behind victory over Lt. Gov. David Dewhurst, Mr.

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Factory Outlet

\r\n

\\r\\n

\r\n

Cruz is heavily favored to win the Senate seat being vacated in

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Outlet

\r\n

\\r\\n

\r\n

November by Kay Bailey Hutchison and appears likely to become a star of the national

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Factory Outlet Online

\r\n

\\r\\n

\r\n

conservative movement.We did it, Cruz told the cheering crowd gathered at a

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Factory Outlet

\r\n

\\r\\n

\r\n

Marriott Hotel in Houston to claim victory. 揗illions of Texans, millions

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Outlet Online

\r\n

\\r\\n

\r\n

of Americans are rising up to reclaim our country, defend liberty and

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Outlet

\r\n

\\r\\n

\r\n

restore the Constitution.A Harvard-trained lawyer, a former Washington official under

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Outlet

\r\n

\\r\\n

\r\n

President George W. Bush and the former solicitor general of Texas, Mr. Cruz had argued cases

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Outlet Online

\r\n

\\r\\n

\r\n

before the Supreme Court but never before run for office. He turned out

\r\n

\\r\\n

\r\n

Gucci Belt

\r\n

\\r\\n

\r\n

to be a natural campaigner, and with his implacable opposition to big government,

\r\n

\\r\\n

\r\n

Gucci Belt

\r\n

\\r\\n

\r\n

he won the enthusiastic support of Tea Party activists in Texas and around the country.

\r\n

\\r\\n

\r\n

Louis Vuitton Bags

\r\n

\\r\\n

\r\n

Mr. Dewhurst, 66, a wealthy rancher and businessman, has held the powerful

\r\n

\\r\\n

\r\n

Coach Factory Online

\r\n

\\r\\n

\r\n

elected post of lieutenant governor for nine years and was endorsed by Mr. Perry and most other top party leaders as well as business and farm groups. Mr. Dewhurst will continue as lieutenant governor.

\r\n

\\r\\n

\r\n

Gucci Belts

\r\n

\\r\\n

\r\n

a pediatric surgeon in Houston, said that Mr. Cruz was too inexperienced at governing. But in the end, in a contest that depended largely on who could turn out the greatest number of voters on a sweltering summer day, it was the passionate legions behind Mr. Cruz who prevailed.

 

Attachment Files

0

 

แจ้งลบข้อความนี้

22.08.2012 / 10:02 am
205.185.116.147
By: 2012 Jimmy Choo
ความคิดเห็นที่ 40

Jimmy Choo brand is famous for Jimmy Choo Flats and Jimmy Choo pumps. Jimmy Choo shoes are always preferred by many ladies and girls fashion. Totally Jimmy Choo Sale models are ready for your selection here! Designers are special driving shoes latest fashion. Jimmy Choo shoes was deeply loved by international celebrity and Hollywood super-star. 

\r\n

 

Attachment Files

0

 

แจ้งลบข้อความนี้

22.08.2012 / 10:04 am
205.185.116.147
By: fc soccer cleats
ความคิดเห็นที่ 41

Nike Soccer Cleats There is a device that attempts to activate the center of the active part of Nike Mercurial 2012. which is leather, even though there are styles that are abundant materials to accept false. The appearance of the reduction is usually elastic or plastic. For styles that accept the uprights, actual results is quite surprised to activate only a day provides an excellent Nike Soccer Cleats.

\r\n

 

Attachment Files

0

 

แจ้งลบข้อความนี้

22.08.2012 / 10:04 am
205.185.116.147
By: soccer adidas cleats
ความคิดเห็นที่ 42

This Kaka Soccer Shoes is enhanced by a minimalist area in May and softer heel, maximizing both comfort and fit. Slightly lower TPU with glass fiber tail, forefoot flex grooves and combination conical screw / blade optimal traction and pressure dispersion, the carbon fiber chassis, providing more support and stability, to reduce weight. New refining technology to increase the level of this staple Adidas Football Cleats.

\r\n

 

Attachment Files

0

 

แจ้งลบข้อความนี้

18.04.2013 / 3:20 am
27.116.62.66
By: ( เกมส์ฮิตยอดนิยม ระดับวีไอพี ให้เงินโบนัสสูง )
ความคิดเห็นที่ 43

 การรักษาและป้องกันโรคติดการพนัน  

\r\n

ในปัจจุบันนี้มีผู้ติดการพนันมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่กันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเล่นหวยทั้งบนดินใต้ดิน เล่นไพ่ เล่นไฮโลหรือแทงบอลทั้งตามโต๊ะบอลต่างๆหรือจากทางบ่อนที่เปิดให้แทงผ่านเว็บไซต์อย่างSbobetหรือเกมส์พนันออนไลน์ที่เรียกกันว่าเกมส์คาสิโนออนไลน์ที่บ่อนคาสิโนGclubต่างๆจากปอยเปตประเทศกัมพูชาได้เปิดให้บริการซึ่งบ่อนที่มีการพัฒนาให้มีเกมส์คาสิโนออนไลน์เป็นแห่งแรกนั้นก็คือบ่อนHoliday Palace(ฮอลิเดย์พาเลซ)เป็นบ่อนที่เปิดให้บริการในรูปแบบของโรงแรมมีธุรกิจเกมส์การพนันบริการด้วยเกมส์Gclub(เกมส์การพนันทุกรูปแบบ)เป็นหลักและบ่อนHoliday Palaceนี้เรียกได้ว่าเป็นบ่อนเกมส์Gclubขนาดใหญ่มีนักธุรกิจชาวไทยเป็นผู้บริหาร เมื่อHoliday Palaceประสบความสำเร็จจากการเปิดให้บริการเกมส์Gclubอย่างเกมส์คาสิโนออนไลน์รวมถึงแทงบอลออนไลน์ผ่านSbobetด้วย ก็ได้มีบ่อนอื่นๆเริ่มทำเกมส์คาสิโนออนไลน์เหมือนบ่อนHoliday Palaceออกมาบ้าง จนทำให้มีคนติดการพนันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะสามารถเล่นได้ง่ายไม่ต้องเดินทางไปเล่นที่บ่อนให้ยากเลย ยิ่งคนที่ชอบแทงบอลก็เข้าไปเล่นผ่านSbobetได้เลยจะเลือกแทงคู่ไหนก็เข้าไปเล่นผ่านเว็บSbobetได้เลยง่ายๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการรักษาโรคติดการพนันก็ยังไม่ค่อยได้ผล การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ พยายามเสริมให้เด็กมีกิจกรรมที่ดีให้เกิดวงจรความพึงพอใจในชีวิตด้วยตนเอง ได้รับประสบการณ์ที่ดีกับกิจกรรมที่ถูกต้อง ให้ใช้ความสามารถตนเองมากกว่าโชคหรือโอกาส ให้มีความสุขกับงานที่สร้างสรรค์ ให้รู้จักรอคอยความสำเร็จ และที่สำคัญผู้ใหญ่ต้องไม่เป็นตัวอย่างของการเล่นการพนันเสียเองในบ้านด้วย การป้องกันนั้นจึงจะได้ผลมากขึ้น

 

Attachment Files

0

 

แจ้งลบข้อความนี้

10.05.2013 / 2:26 pm
27.116.62.66
By: bbb
ความคิดเห็นที่ 44

 ต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอล ฟุตบอลเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ ได้รับความนิยมกันทั่วโลก ฟุตบอลมีกำเนิดในทุกทวีปแต่นิยมแพร่หลายในทวีปยุโรป ในสมัยก่อนจะไม่มีกติกาชัดเจนไม่จำกัดเวลา ฟุตบอลเริ่มมีกติกาชัดเจนเพราะชนชั้นนำเห็นประโยชน์จากกีฬาว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบการศึกษาเพื่อกล่อมเกลาเยาวชนให้มีจิตใจที่ดีงามเพื่อเป็นนักกีฬา นอกจากนั้นผู้ที่สนใจฟุตบอลและกีฬาต่างๆ มักจะมีจิตใจที่แจ่มใสไม่หันไปหาสิ่งที่เป็นอบายมุขต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งเสพติดต่างๆที่เกี่ยวกับฟุตบอล แต่ ณ ปัจจุบัน กลับพบว่าเมื่อกีฬาฟุตบอลมีความนิยมมากขึ้นและแพร่หลายไปทั่วโลก จึงส่งผลกระทบจากกีฬาฟุตบอล กลับทำให้เยาวชนหรือผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งนำกีฬาชนิดนี้มาเป็นกิจกรรมเพื่อการพนัน นั่นคือการพนันคาสิโนออนไลน์จากเว็บพนัน Gclub ที่ฝั่งกัมพูชา Holiday Palace หรือ Sbobet เกมส์การพนันบอลนั่นเอง โรคติดการพนันคาสิโนออนไลน์จากเว็บพนัน Gclub ที่ฝั่งกัมพูชา Holiday Palace หรือเกมส์พนันบอล Sbobet รวมทั้งติดการพนันแทงฟุตบอลผู้ที่ติดการพนันคาสิโนออนไลน์จากเว็บพนัน Gclub ที่ฝั่งกัมพูชา Holiday Palace หรือเกมส์พนันบอล Sbobet มักจะควบคุมแรงกระตุ้นภายในที่อยากจะเล่นการพนันคาสิโนออนไลน์จากเว็บพนัน Gclub ที่ฝั่งกัมพูชา Holiday Palace หรือเกมส์พนันบอลSbobetไม่ได้และจะรู้สึกยินดี อิ่มใจ หรือรู้สึกปลดปล่อยระหว่างที่กระทำหรือรู้สึกได้ปลดปล่อยเมื่อได้เล่นพนันต่างๆ ซึ่งเป็นสารและความรู้สึกที่ทำให้บุคคลนั้นรู้สึกตื้นเต้น ยินดีเป็นสุข สนุกสนาน ที่ได้เล่นพนันรวมถึงการเล่นพนันบอล นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ที่ติดการพนันคาสิโนออนไลน์จากเว็บพนันGclub ที่ฝั่งกัมพูชา Holiday Palace หรือเกมส์พนันบอล Sbobetจะมีสารสื่อประสาทสมองชื่อ ซีโรโทนิน ลดลงซึ่งสารซีโรโทนินนี้เป็นสารที่ช่วยให้บุคคลมีความยับยั้งชั่ง ใจได้ และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนติดการพนัน ซึ่งเป็นการติดที่สมองและเกี่ยวข้องกับสารเคมีในสมองมิใช่เกิดจากพฤติกรรม และความคิดแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่คนส่วนมากเข้าใจกัน

 

Attachment Files

0

 

แจ้งลบข้อความนี้

14.05.2013 / 10:47 am
27.116.62.66
By: anny
ความคิดเห็นที่ 45

ผลเสียจากการเล่นการพนัน ผลเสียจากการเล่นการพนันคาสิโนออนไลน์จากค่าย Gclub หรือ Holiday Palace และเกมส์พนันบอล Sbobet ส่งผลกระทบเสียหายหลายย่าง เช่น เสียสุขภาพจิต ผู้ที่ติดการพนันคาสิโนออนไลน์จากค่าย Gclub หรือ Holiday Palace และเกมส์พนันบอลSbobet ซึ่งการพนันฟุตบอลนั้นไม่ว่าจะพนันแล้วได้เงินหรือเสียเงินก็ส่งผลเสียทั้งสิ้นเพราะจะไปกระตุ้นความอยากเล่นให้สูงขึ้นและควบคุมแรงกระตุ้นภายในได้ยากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นจากผลการวิจัยพบว่าผู้ที่ติดการพนันส่วนหนึ่งมีภาวะซึมเศร้า ตึงเครียด และเคยคิดฆ่าตัวตาย ทำให้เสียสัมพันธภาพ สัมพันธภาพในที่นี้ หมายถึง ทั้งบุคคลในครอบครัว เพื่อนฝูง ผู้ร่วมงาน และผู้ที่ติดการพนันมักจะหมกมุ่นอยู่กับการพนันและวิเคราะห์แนวโน้มฝ่ายแพ้ ฝ่ายชนะโดยไม่สนใจประกอบกิจกรรมอื่นๆของชีวิต บางรายอาจกลายเป็นคนโกหก และขี้ขโมยได้เมื่อต้องเสียเงินจากการพนันคาสิโนออนไลน์จากค่าย Gclub หรือ Holiday Palace และเกมส์พนันบอล Sbobet เยอะๆ และพบว่าผู้ที่เล่นการพนันคาสิโนออนไลน์จากค่าย Gclub หรือ Holiday Palace และเกมส์พนันบอล Sbobet ส่วนมากฐานะทางเศรษฐกิจล่มสลายเพราะเสียเงินจากการพนันส่งผลกระทบต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก ดังมีคำกล่าวที่ว่า ไฟไหม้บ้านยังไม่อันตรายและเสียหายเท่าคนติดการพนัน ซึ่งการติดการพนันคาสิโนออนไลน์จากค่าย Gclub หรือHoliday Palace และเกมส์พนันบอลSbobet เช่น ปัญหาอาจทำให้เกิดอาชญากรรมจะได้ยินข่าวเสมอว่าเซียนพนันว่าจ้างนักเลงให้มาข่มขู่ผู้ที่เสียพนันแล้ว ไม่มีเงินจ่าย ถึงขั้นทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตหรือผู้ที่เสียพนันหงุดหงิดโมโหอาจถึงขั้น ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นได้

 

Attachment Files

0

 

แจ้งลบข้อความนี้


Page1 of 1[ Show All ]Go to page:

แสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
ข้อความ:
ไฟล์ประกอบ:    
      เฉพาะไฟล์ gif, jpg, png, mid, wav, mp3, wma, swf
น้ำหนักไม่เกิน 200 Kb.
       
        กรุณากรอกรหัสที่คุณเห็น
 
     

กรุณากรอกข้อความในช่องที่มีสัญลักษณ์ดังกล่าว